นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ให้สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เชื่อมโยงบูรณาการข้อมูลระบบแจ้งเหตุ jitasa.care กับระบบอื่น ๆ เพื่อส่งต่อให้กรุงเทพมหานคร ที่เปิดระบบ Traffy Fondue เป็นระบบหลักร่วมกับสายด่วน 1555 และ 1669 ให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ดูแลเรื่องระบบการสื่อสาร ในพื้นที่ศูนย์อพยพต่าง ๆ ในพื้นที่ กทม. และเตรียมความพร้อมระบบสื่อสารฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้ กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการและไม่เกิดการขาดแคลนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้แทนจากทุกช่องทางการจำหน่ายสินค้า ภาพรวมการค้าปลีกและค้าส่งยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับมาตรการช่วยเหลือ กรมการค้าภายในจะดำเนินการใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. ตลาดสดและตลาดกลาง จะช่วยเชื่อมโยงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และผักที่จำเป็น เพื่อให้ตลาดมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและเอาเปรียบผู้บริโภค
2. ทุกช่องทางการจำหน่าย ทั้งห้างโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดกลาง และห้างท้องถิ่น จะร่วมกันเป็นช่องทางในการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนทราบถึง การเปิด-ปิดให้บริการของร้านและสาขาต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางและเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกมากขึ้น และกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ
นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังเร่งออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้แก่
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำในการนำไปใช้จ่ายฉุกเฉิน สร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โรงเรือนการเกษตร เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ประกอบด้วย
1) โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้แก่ลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ปี 2569/70 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพหรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นในครัวเรือนของเกษตรกรลูกค้า เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านเรือน/อาคารโรงเรือน ซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ หรือเงินทุนทำการผลิตรอบใหม่ วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.575%)
2) โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรลูกค้า ผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ
เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับสร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย/โรงเรือนการเกษตร หรือเครื่องมือ/เครื่องจักรกลทางการเกษตร หรือฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.575%) ระยะเวลาชำระคืนภายใน 15 ปี
สามารถแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ลูกค้าสังกัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. Contact Center 02 555 0555 ตลอด 24 ชั่วโมง
ธนาคารออมสิน ออก 4 มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ได้แก่
1. สินเชื่อฉุกเฉิน สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนใช้จ่ายดำรงชีพ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 24 เดือน
2. สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือ สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.50% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 60 เดือน
3. สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อย สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย (Effective Rate) = 15.00% ต่อปี ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี
4. สินเชื่อฟื้นฟูบ้าน สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.045% ต่อปี) พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สถานประกอบการได้รับความเสียหาย หรือจำเป็นต้องลงทุนในสิ่งป้องกันภัย ธนาคารมี สินเชื่อฟื้นฟูกิจการ SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย กรณีใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงินกู้ ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยปีแรก = MLR – 2.65% ต่อปี ปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR (อัตราดอกเบี้ย MLR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.025% ต่อปี) ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
ธนาคารกรุงไทย ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ช่วยลดภาระทางการเงิน ครอบคลุมการลดดอกเบี้ย และลดค่างวดชำระหนี้ พร้อมเสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพและซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ได้แก่
1. สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อธุรกิจ SSME (Term Loan) ลดค่างวดลง 75% ของค่างวดปัจจุบันนาน 1 ปี และลดดอกเบี้ยเป็น 0% ต่อปี นาน 3 เดือน และหลังจากนั้น ดอกเบี้ยคงที่ 2.5% ต่อปี นาน 33 เดือน (รวมเป็นระยะเวลา ดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี)
2. สินเชื่อส่วนบุคคล (Term Loan) ลดค่างวดลง 75% ของค่างวดปัจจุบัน นาน 1 ปี และ ลดดอกเบี้ยเป็นดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี
3. สินเชื่อธุรกิจ SME ให้ความช่วยเหลือครอบคลุม ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย ลดค่างวดการชำระหนี้
พักชำระเงินต้น ชำระเฉพาะดอกเบี้ย หรือพักชำระเงินต้น และ/หรือ พักชำระดอกเบี้ยบางส่วน ขยายระยะเวลาสัญญา/ปรับตารางผ่อนชำระหนี้ เพื่อลดภาระทางการเงิน
มาตรการสำหรับสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการและซ่อมบ้าน
1. สินเชื่อบ้าน Top up สินเชื่อบ้านแลกเงิน และสินเชื่อธุรกิจ SSME (Term Loan) ดอกเบี้ยคงที่ 0% ต่อปี นาน 3 เดือน หลังจากนั้น ดอกเบี้ยคงที่ 2.5% ต่อปี นาน 33 เดือน (รวมเป็นระยะเวลา ดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี กรณีสินเชื่อบ้าน ฟรีค่าประเมินและค่าจดจำนอง)
2. สินเชื่อส่วนบุคคล (Term Loan) ดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี
3. สินเชื่อธุรกิจ SME (Term Loan) ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้น 3.5% ต่อปี 2 ปีแรก หลังจากนั้น MLR-1% ต่อปี
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือลูกค้า บสย. และลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ที่ประสบอุทกภัยและมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 6 เดือน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ผ่อนผันการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ และค่าจัดการค้ำประกันสินเชื่อ โดยพักชำระออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ ที่จะครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569
2. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ พักชำระค่างวด เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ซึ่งอยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่บัดนี้ – 31 ตุลาคม 2569 ผ่าน LINE OA: @tcgfirst
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ออกมาตรการด่วนช่วยเหลือ SME ในพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติในเร็ววัน ได้แก่
1. มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term Loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้
2. มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท ถึงสูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท) อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารเพื่อเร่งรัดช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน นอกจากนั้น ธนาคารยังมีสินเชื่อช่วยเติมทุนเพิ่มเติม สำหรับเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ยกระดับธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน ได้แก่ 1. สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท 2. สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ 3. สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการดูแลช่วยเหลือประชาชนใน 22 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยฟอกไต จิตเวชเรื้อรัง บริการตรวจรักษา รับยา/แจกยา ส่งต่อผู้ป่วย และประเมินสุขภาพจิต ส่งทีมสนับสนุนการเปิดบริการศูนย์พักพิง 106 แห่ง ใน 8 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี จันทบุรี ชลบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ระยอง และนครราชสีมา ส่งทีมปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉิน (MiniMERT) ลงพื้นที่สนับสนุนกรุงเทพมหานคร สนับสนุนยาและดูแลผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับผลจากน้ำท่วม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนยังเข้าถึงบริการได้อย่างปลอดภัย และเปิดใช้ระบบ MOPH PHR Emergency เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่จำเป็นของผู้ป่วยจากหน่วยบริการเดิมได้ แม้ผู้ป่วยจะไปรับการรักษาที่หน่วยบริการแห่งอื่น โดยระบบจะแสดงประวัติสุขภาพที่หน่วยบริการเดิมได้ส่งเข้าสู่ระบบไว้ ช่วยให้แพทย์มีข้อมูลประกอบการรักษาและสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องใช้ยาหรือรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ให้สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เชื่อมโยงบูรณาการข้อมูลระบบแจ้งเหตุ jitasa.care กับระบบอื่น ๆ เพื่อส่งต่อให้กรุงเทพมหานคร ที่เปิดระบบ Traffy Fondue เป็นระบบหลักร่วมกับสายด่วน 1555 และ 1669 ให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ดูแลเรื่องระบบการสื่อสาร ในพื้นที่ศูนย์อพยพต่าง ๆ ในพื้นที่ กทม. และเตรียมความพร้อมระบบสื่อสารฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้ กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการและไม่เกิดการขาดแคลนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้แทนจากทุกช่องทางการจำหน่ายสินค้า ภาพรวมการค้าปลีกและค้าส่งยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับมาตรการช่วยเหลือ กรมการค้าภายในจะดำเนินการใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. ตลาดสดและตลาดกลาง จะช่วยเชื่อมโยงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และผักที่จำเป็น เพื่อให้ตลาดมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและเอาเปรียบผู้บริโภค
2. ทุกช่องทางการจำหน่าย ทั้งห้างโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดกลาง และห้างท้องถิ่น จะร่วมกันเป็นช่องทางในการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนทราบถึง การเปิด-ปิดให้บริการของร้านและสาขาต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางและเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกมากขึ้น และกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ
นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังเร่งออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้แก่
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำในการนำไปใช้จ่ายฉุกเฉิน สร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โรงเรือนการเกษตร เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ประกอบด้วย
1) โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้แก่ลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ปี 2569/70 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพหรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นในครัวเรือนของเกษตรกรลูกค้า เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านเรือน/อาคารโรงเรือน ซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ หรือเงินทุนทำการผลิตรอบใหม่ วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.575%)
2) โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรลูกค้า ผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ
เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับสร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย/โรงเรือนการเกษตร หรือเครื่องมือ/เครื่องจักรกลทางการเกษตร หรือฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.575%) ระยะเวลาชำระคืนภายใน 15 ปี
สามารถแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ลูกค้าสังกัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. Contact Center 02 555 0555 ตลอด 24 ชั่วโมง
ธนาคารออมสิน ออก 4 มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ได้แก่
1. สินเชื่อฉุกเฉิน สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนใช้จ่ายดำรงชีพ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 24 เดือน
2. สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือ สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.50% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 60 เดือน
3. สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อย สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย (Effective Rate) = 15.00% ต่อปี ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี
4. สินเชื่อฟื้นฟูบ้าน สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.045% ต่อปี) พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สถานประกอบการได้รับความเสียหาย หรือจำเป็นต้องลงทุนในสิ่งป้องกันภัย ธนาคารมี สินเชื่อฟื้นฟูกิจการ SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย กรณีใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงินกู้ ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยปีแรก = MLR – 2.65% ต่อปี ปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR (อัตราดอกเบี้ย MLR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.025% ต่อปี) ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
ธนาคารกรุงไทย ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ช่วยลดภาระทางการเงิน ครอบคลุมการลดดอกเบี้ย และลดค่างวดชำระหนี้ พร้อมเสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพและซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ได้แก่
1. สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อธุรกิจ SSME (Term Loan) ลดค่างวดลง 75% ของค่างวดปัจจุบันนาน 1 ปี และลดดอกเบี้ยเป็น 0% ต่อปี นาน 3 เดือน และหลังจากนั้น ดอกเบี้ยคงที่ 2.5% ต่อปี นาน 33 เดือน (รวมเป็นระยะเวลา ดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี)
2. สินเชื่อส่วนบุคคล (Term Loan) ลดค่างวดลง 75% ของค่างวดปัจจุบัน นาน 1 ปี และ ลดดอกเบี้ยเป็นดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี
3. สินเชื่อธุรกิจ SME ให้ความช่วยเหลือครอบคลุม ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย ลดค่างวดการชำระหนี้
พักชำระเงินต้น ชำระเฉพาะดอกเบี้ย หรือพักชำระเงินต้น และ/หรือ พักชำระดอกเบี้ยบางส่วน ขยายระยะเวลาสัญญา/ปรับตารางผ่อนชำระหนี้ เพื่อลดภาระทางการเงิน
มาตรการสำหรับสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการและซ่อมบ้าน
1. สินเชื่อบ้าน Top up สินเชื่อบ้านแลกเงิน และสินเชื่อธุรกิจ SSME (Term Loan) ดอกเบี้ยคงที่ 0% ต่อปี นาน 3 เดือน หลังจากนั้น ดอกเบี้ยคงที่ 2.5% ต่อปี นาน 33 เดือน (รวมเป็นระยะเวลา ดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี กรณีสินเชื่อบ้าน ฟรีค่าประเมินและค่าจดจำนอง)
2. สินเชื่อส่วนบุคคล (Term Loan) ดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี
3. สินเชื่อธุรกิจ SME (Term Loan) ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้น 3.5% ต่อปี 2 ปีแรก หลังจากนั้น MLR-1% ต่อปี
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือลูกค้า บสย. และลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ที่ประสบอุทกภัยและมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 6 เดือน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ผ่อนผันการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ และค่าจัดการค้ำประกันสินเชื่อ โดยพักชำระออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ ที่จะครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569
2. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ พักชำระค่างวด เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ซึ่งอยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่บัดนี้ – 31 ตุลาคม 2569 ผ่าน LINE OA: @tcgfirst
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ออกมาตรการด่วนช่วยเหลือ SME ในพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติในเร็ววัน ได้แก่
1. มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term Loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้
2. มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท ถึงสูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท) อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารเพื่อเร่งรัดช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน นอกจากนั้น ธนาคารยังมีสินเชื่อช่วยเติมทุนเพิ่มเติม สำหรับเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ยกระดับธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน ได้แก่ 1. สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท 2. สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ 3. สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการดูแลช่วยเหลือประชาชนใน 22 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยฟอกไต จิตเวชเรื้อรัง บริการตรวจรักษา รับยา/แจกยา ส่งต่อผู้ป่วย และประเมินสุขภาพจิต ส่งทีมสนับสนุนการเปิดบริการศูนย์พักพิง 106 แห่ง ใน 8 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี จันทบุรี ชลบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ระยอง และนครราชสีมา ส่งทีมปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉิน (MiniMERT) ลงพื้นที่สนับสนุนกรุงเทพมหานคร สนับสนุนยาและดูแลผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับผลจากน้ำท่วม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนยังเข้าถึงบริการได้อย่างปลอดภัย และเปิดใช้ระบบ MOPH PHR Emergency เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพที่จำเป็นของผู้ป่วยจากหน่วยบริการเดิมได้ แม้ผู้ป่วยจะไปรับการรักษาที่หน่วยบริการแห่งอื่น โดยระบบจะแสดงประวัติสุขภาพที่หน่วยบริการเดิมได้ส่งเข้าสู่ระบบไว้ ช่วยให้แพทย์มีข้อมูลประกอบการรักษาและสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องใช้ยาหรือรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ให้สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เชื่อมโยงบูรณาการข้อมูลระบบแจ้งเหตุ jitasa.care กับระบบอื่น ๆ เพื่อส่งต่อให้กรุงเทพมหานคร ที่เปิดระบบ Traffy Fondue เป็นระบบหลักร่วมกับสายด่วน 1555 และ 1669 ให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ดูแลเรื่องระบบการสื่อสาร ในพื้นที่ศูนย์อพยพต่าง ๆ ในพื้นที่ กทม. และเตรียมความพร้อมระบบสื่อสารฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้ กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการและไม่เกิดการขาดแคลนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้หารือกับผู้ประกอบการและผู้แทนจากทุกช่องทางการจำหน่ายสินค้า ภาพรวมการค้าปลีกและค้าส่งยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับมาตรการช่วยเหลือ กรมการค้าภายในจะดำเนินการใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1. ตลาดสดและตลาดกลาง จะช่วยเชื่อมโยงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และผักที่จำเป็น เพื่อให้ตลาดมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและเอาเปรียบผู้บริโภค
2. ทุกช่องทางการจำหน่าย ทั้งห้างโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดกลาง และห้างท้องถิ่น จะร่วมกันเป็นช่องทางในการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนทราบถึง การเปิด-ปิดให้บริการของร้านและสาขาต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางและเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกมากขึ้น และกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ
นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังเร่งออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้แก่
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำในการนำไปใช้จ่ายฉุกเฉิน สร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โรงเรือนการเกษตร เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงการฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ประกอบด้วย
1) โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินให้แก่ลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ ปี 2569/70 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพหรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นในครัวเรือนของเกษตรกรลูกค้า เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านเรือน/อาคารโรงเรือน ซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ หรือเงินทุนทำการผลิตรอบใหม่ วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 เป็นต้นไป คิดอัตราดอกเบี้ย MRR ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.575%)
2) โครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเกษตรกรลูกค้า ผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ
เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับสร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย/โรงเรือนการเกษตร หรือเครื่องมือ/เครื่องจักรกลทางการเกษตร หรือฟื้นฟูการผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.575%) ระยะเวลาชำระคืนภายใน 15 ปี
สามารถแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ที่ ธ.ก.ส. สาขาที่ลูกค้าสังกัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. Contact Center 02 555 0555 ตลอด 24 ชั่วโมง
ธนาคารออมสิน ออก 4 มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย นาน 3 เดือน โดยดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพักหนี้ ธนาคารยกให้ทั้งหมด ได้แก่
1. สินเชื่อฉุกเฉิน สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อเป็นเงินทุนใช้จ่ายดำรงชีพ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักประกัน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.60% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 24 เดือน
2. สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือ สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) = 0.50% ต่อเดือน ผ่อนชำระได้สูงสุด 60 เดือน
3. สินเชื่อฟื้นฟูรายย่อย สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ย (Effective Rate) = 15.00% ต่อปี ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี
4. สินเชื่อฟื้นฟูบ้าน สำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4 – 24 อัตราดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี ปีที่ 3 = MRR – 3.35% ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR – 0.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.045% ต่อปี) พร้อมสนับสนุนค่าประเมินราคาหลักทรัพย์สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สถานประกอบการได้รับความเสียหาย หรือจำเป็นต้องลงทุนในสิ่งป้องกันภัย ธนาคารมี สินเชื่อฟื้นฟูกิจการ SMEs ที่ประสบภัยพิบัติ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย กรณีใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงินกู้ ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ผ่อนชำระได้สูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยปีแรก = MLR – 2.65% ต่อปี ปีที่ 2 เป็นต้นไป = MLR (อัตราดอกเบี้ย MLR ในปัจจุบัน ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 6.025% ต่อปี) ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 1 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
ธนาคารกรุงไทย ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ช่วยลดภาระทางการเงิน ครอบคลุมการลดดอกเบี้ย และลดค่างวดชำระหนี้ พร้อมเสริมสภาพคล่องในการดำรงชีพและซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ได้แก่
1. สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อธุรกิจ SSME (Term Loan) ลดค่างวดลง 75% ของค่างวดปัจจุบันนาน 1 ปี และลดดอกเบี้ยเป็น 0% ต่อปี นาน 3 เดือน และหลังจากนั้น ดอกเบี้ยคงที่ 2.5% ต่อปี นาน 33 เดือน (รวมเป็นระยะเวลา ดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี)
2. สินเชื่อส่วนบุคคล (Term Loan) ลดค่างวดลง 75% ของค่างวดปัจจุบัน นาน 1 ปี และ ลดดอกเบี้ยเป็นดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี
3. สินเชื่อธุรกิจ SME ให้ความช่วยเหลือครอบคลุม ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ย ลดค่างวดการชำระหนี้
พักชำระเงินต้น ชำระเฉพาะดอกเบี้ย หรือพักชำระเงินต้น และ/หรือ พักชำระดอกเบี้ยบางส่วน ขยายระยะเวลาสัญญา/ปรับตารางผ่อนชำระหนี้ เพื่อลดภาระทางการเงิน
มาตรการสำหรับสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการและซ่อมบ้าน
1. สินเชื่อบ้าน Top up สินเชื่อบ้านแลกเงิน และสินเชื่อธุรกิจ SSME (Term Loan) ดอกเบี้ยคงที่ 0% ต่อปี นาน 3 เดือน หลังจากนั้น ดอกเบี้ยคงที่ 2.5% ต่อปี นาน 33 เดือน (รวมเป็นระยะเวลา ดอกเบี้ยพิเศษนาน 3 ปี กรณีสินเชื่อบ้าน ฟรีค่าประเมินและค่าจดจำนอง)
2. สินเชื่อส่วนบุคคล (Term Loan) ดอกเบี้ยคงที่ 4.5% ต่อปี นาน 3 ปี
3. สินเชื่อธุรกิจ SME (Term Loan) ระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้น 3.5% ต่อปี 2 ปีแรก หลังจากนั้น MLR-1% ต่อปี
บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ออกมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือลูกค้า บสย. และลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ที่ประสบอุทกภัยและมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 6 เดือน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. มาตรการช่วยเหลือลูกค้า ผ่อนผันการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ และค่าจัดการค้ำประกันสินเชื่อ โดยพักชำระออกไปอีก 6 เดือน นับจากวันถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ ที่จะครบกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569
2. มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ พักชำระค่างวด เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ซึ่งอยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่บัดนี้ – 31 ตุลาคม 2569 ผ่าน LINE OA: @tcgfirst
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ออกมาตรการด่วนช่วยเหลือ SME ในพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบ ลดภาระค่าใช้จ่าย และสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติในเร็ววัน ได้แก่
1. มาตรการ “พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย” สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับกลุ่มเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา (Term Loan) สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน สัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) และสินเชื่อแฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาชำระตั๋วสัญญาใช้เงินออกไปอีกสูงสุด 180 วัน และสามารถพักชำระดอกเบี้ยได้
2. มาตรการ “เติมทุนฉุกเฉิน เพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูกิจการ” สำหรับลูกค้าเดิมได้รับผลกระทบทางตรง ที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภัยพิบัติตามที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้มีวงเงินกู้ฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม ขั้นต่ำ 30,000 บาท ถึงสูงสุด 200,000 บาท (บุคคลธรรมดา สูงสุด 100,000 บาท และนิติบุคคล สูงสุด 200,000 บาท) อัตราดอกเบี้ย MLR ต่อปี ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน ยกเว้นค่าธรรมเนียม ลดกระบวนการนำส่งเอกสารเพื่อเร่งรัดช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงเป็นการเร่งด่วน นอกจากนั้น ธนาคารยังมีสินเชื่อช่วยเติมทุนเพิ่มเติม สำหรับเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ยกระดับธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน ได้แก่ 1. สินเชื่อ “SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท 2. สินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท และ 3. สินเชื่อ “Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท








