วางกรอบแผน 14 รับมือความท้าทายโลก ชูไฮไลต์ลดขั้นตอนราชการด้วย Super License ต่อยอดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” เพื่อระดมความคิดเห็น นำไปจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยกล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เป็นกรอบการพัฒนาช่วงปี 2570–2575 เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างประชากร และสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยจึงต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จากภัยพิบัติที่ผ่านมา สะท้อนว่าการพัฒนาประเทศไม่ได้วัดเพียงตัวเลขเศรษฐกิจ หรือโครงการขนาดใหญ่ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งในภาวะปกติและวิกฤต ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งฐานอุตสาหกรรม การเกษตร และอาหาร การแพทย์ การท่องเที่ยว ห่วงโซ่อุปทาน และทำเลที่ตั้ง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านผลิตภาพ การเข้าถึงทุนและเทคโนโลยี รายได้ กฎระเบียบ สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนแปลงจาก AI

ดังนั้น “แผน 14 เปลี่ยน ให้ไปไกลกว่าเดิม” ต้องมุ่งปลดล็อกข้อจำกัด ใช้โอกาสจากการลงทุน และการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง โดยให้การลงทุนเชื่อมโยงกับธุรกิจไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะคนไทย เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันด้วยคุณภาพ นวัตกรรมและศักยภาพของคนไทย ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ย้ำว่าการเปลี่ยนประเทศไทย ต้องเชื่อมโยงบูรณาการทำงาน และที่สำคัญ ภาครัฐ ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนตัวเอง

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกลไก Thailand Fast past กฎหมายอำนวยความสะดวกและระบบใบอนุญาตหลัก” หรือ Super License ลดระยะเวลาและต้นทุนในการติดต่อราชการ ทุกอย่างต้องตอบโจทย์ไปที่ประชาชน นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงเรื่องของการได้เป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ แต่คือการใช้มาตรฐานสากลเป็นแรงขับเคลื่อนการยกระดับประเทศ ทั้งด้านกฎหมาย การแข่งขัน การเปิดเผยข้อมูล และธรรมาภิบาลภาครัฐให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของแผน 14 คือการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในช่วงเวลาของแผน เพื่อให้ประเทศไทยยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศให้ทัดเทียมสากล

ขณะเดียวกัน การเติบโตในระยะต่อไป ต้องลงทุนในคนอย่างจริงจัง เด็กต้องได้รับการพัฒนาตั้งแต่ต้น การศึกษาต้องทันโลก คนทำงานต้องเรียนรู้และ Upskill–Reskill ได้ตลอดชีวิต ผู้สูงอายุ ต้องมีโอกาสทำงานและใช้ประสบการณ์สร้างคุณค่า ไม่เป็นภาระของครอบครัวหรือสังคม ทั้งหมดนี้ต้องเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน นำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพ รายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง