นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ระยะนี้สถานการณ์ฝนในประเทศไทยจะเริ่มลดลง แต่ยังคงมีฝนตกบางพื้นที่ ยกเว้นภาคใต้ที่มีการกระจายตัวของฝนมากกว่าภาคอื่น ๆ จากนั้นในช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม 2569 ความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้ปริมาณฝนกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเคลื่อนตัวไปทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ครอบคลุมบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยอาจเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่
สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสูงสุดไม่เกิน 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับมวลน้ำหลากจากแม่น้ำสะแกกรังมาสมทบอีกประมาณ 500-600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น กรมชลประทานได้เร่งผันน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเต็มศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลให้แม่น้ำท่าจีนมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งบางจุด ขณะเดียวกันได้ผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำลุ่มต่ำที่เก็บเกี่ยวแล้ว
ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำที่อัตรา 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะทยอยปรับเพิ่มเป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วงบ่ายวันนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปรับแผนการระบายตามสถานการณ์ โดยได้กำชับกรมชลประทานเตรียมแผนรองรับกรณีปรับเพิ่มการระบาย เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด ขณะที่เขื่อนภูมิพลได้งดการระบายน้ำชั่วคราวในวันที่ 30 กันยายน-1 ตุลาคม 2569 และเขื่อนสิริกิติ์ปรับลดการระบายเหลือวันละ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยหน่วงน้ำตอนบนไม่ให้ลงมาสมทบ
นอกจากนี้ จากสถานการณ์ฝนทำให้เขื่อนต่าง ๆ มีปริมาณน้ำไหลเข้าเป็นจำนวนมาก ในส่วนของลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 109% ของความจุเก็บกัก จึงจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสักเป็นขั้นบันได โดยจะปรับขึ้นจนถึงอัตราวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้เขื่อนพระรามหกต้องเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำตามด้วย
ด้านลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 99% ของความจุเก็บกัก เหลือพื้นที่รองรับน้ำอีกประมาณ 123 ล้านลูกบาศก์เมตร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ปรับแผนการระบายน้ำเป็น 42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยคาดว่ายังคงควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองไว้ได้ที่อัตราประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
สำหรับลุ่มน้ำบางปะกง เขื่อนคลองสียัดมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 94% ของความจุเก็บกัก เขื่อนขุนด่านปราการชลมีปริมาณน้ำ 97% ของความจุเก็บกัก และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก เขื่อนประแสร์มีปริมาณน้ำ 105% ของความจุเก็บกัก จึงต้องมีแผนการระบายที่เหมาะสม ทั้งต่อการรักษาตัวเขื่อนและลดผลกระทบท้ายน้ำ
กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเพิ่มศักยภาพการสูบระบายน้ำออกจากทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด รวมทั้งต้องเฝ้าระวังปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำด้วย








