นายกฯ สั่งทุกจังหวัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ แจ้งเตือนล่วงหน้า เร่งฟื้นฟู เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ประชาสัมพันธ์สิทธิ “ประกันภัยพิบัติ”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กล่าวว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ในช่วงวันที่ 4 – 7 ตุลาคม 2569 จะมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานคร อาจส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันมีการระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีกทั้งยังคาดว่าจะมีสถานการณ์น้ำทะเลหนุน ในช่วงวันที่ 5 – 10 ตุลาคม 2569 อาจทำให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยมีความล่าช้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งพร่องน้ำและระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงต่อไป โดยเร่งระดมเครื่องจักรกลฯ เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ

หลังจากนี้ ฝนจะเริ่มไล่ลงสู่ภาคใต้ตอนบน ซึ่งได้ประสานกับแม่ทัพภาคที่ 4 ให้เตรียมพร้อมและประสานงานร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ รวมถึงวางแผนการป้องกัน การดูแลผู้ประสบภัย การอพยพ และการเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ ตามแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด และมอบหมายผู้รับผิดชอบแต่ละภารกิจอย่างชัดเจน เพื่อให้การประสานและติดตามงานเป็นไปอย่างมีระบบ นอกจากนี้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดศึกษาและทำความเข้าใจโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนที่ประสบภัยจากภัยพิบัติสำคัญ ได้แก่ น้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว รวมถึงชี้แจงรายละเอียด ขั้นตอน และสิทธิที่ประชาชนจะได้รับให้เข้าใจตรงกัน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสนและให้ผู้ประสบภัยเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วโดยนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการ ดังนี้

1. ด้านการบริหารจัดการ ให้ทุกจังหวัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ในทุกระดับ กำหนดพื้นที่รับผิดชอบ มอบหมายภารกิจให้ชัดเจน บูรณาการทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ และจัดให้มีจุดประสานงานที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้

2. ด้านกำลังพล ระดมกำลังพลทุกภาคส่วน จัดระบบการปฏิบัติงาน ใช้ยุทธโธปกรณ์และทรัพยากรอย่างเหมาะสม เตรียมความพร้อมต่อเนื่อง ขอให้บูรณาการความร่วมมือจากกำลังพลทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น มูลนิธิ องค์การสาธารณกุศล ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ จัดระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่วิกฤตให้มีความเหมาะสม จัดทำยอดกำลังพลและภารกิจให้เป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า และรักษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

3. ด้านข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนภัย ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่าย ทันต่อสถานการณ์ ทั้งจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมและรับมือได้ทันเวลา สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในเรื่องของสิทธิที่จะได้จากการประกันภัยพิบัติ โดยรัฐบาลจัดไว้ให้ 30 ล้านครัวเรือน

4. ด้านการติดตาม กำกับดูแล ให้ ปภ. เป็นศูนย์กลางในการกำกับ ติดตาม และประเมินสถานการณ์ในภาพรวมอย่างใกล้ชิด เร่งประสานงาน และแก้ไขข้อขัดข้องระหว่างหน่วยงาน ให้มีข้อมูลเพียงชุดเดียวในการประเมิน ตัดสินใจในด้านต่างๆ ให้การช่วยเหลือประชาชนด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ปภ. ได้ประสานจังหวัด ศูนย์ ปภ. เขต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอด 24 ชั่วโมง ตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล เครื่องจักรกลฯ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เรือ รถผลิตน้ำดื่ม รถประกอบอาหาร รวมถึงสับเปลี่ยนกำลังพลและเครื่องจักรกลฯ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายให้เปลี่ยนภารกิจเข้าสู่ช่วงระยะการฟื้นฟู โดยระดมนำเครื่องจักรกลฯ สำหรับใช้ในการฟื้นฟูเข้าพื้นที่ตามแผนการฟื้นฟู เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับสู่บ้านเรือนและดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยระบุว่า จังหวัดนครสวรรค์ถือเป็นพื้นที่สำคัญที่รองรับมวลน้ำจากแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ ปิง วัง ยม และน่าน ก่อนจะไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายชุมชนได้รับผลกระทบ จากข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนสถานการณ์จะคลี่คลาย รัฐบาลได้สั่งการให้ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน ในส่วนของการเยียวยา ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง โดยกรณีที่เกิดเหตุขึ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะใช้เงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ส่วนกรณีที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะมีเงินจากโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน เข้ามาช่วยเหลือเยียวยาในส่วนของที่อยู่อาศัย รวมถึงกรณีการเสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยให้ความคุ้มครองภัย 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับที่อยู่อาศัยจะได้รับความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสียหาย ขณะที่กรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้ง และกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชย 2,000,000 บาทต่อคน หลังจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายตามบ้านเรือนของประชาชน เพื่อเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาให้เร็วที่สุด

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการดำเนินการรับลงทะเบียนประชาชนเพื่อรับเงินเยียวยาจากสถานการณ์อุทกภัย ใน 65 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ซึ่งรัฐบาลได้เปิดช่องทางลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ข้อมูลล่าสุด (3 ต.ค. 69 เวลา 13.30 น.) มีประชาชนลงทะเบียนแล้ว จำนวน 702,217 ครัวเรือน จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 343,545 ครัวเรือน รองลงมาคือ สมุทรปราการ 95,450 ครัวเรือน และปทุมธานี 83,482 ครัวเรือน และจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ กำชับเจ้าหน้าที่ให้อำนวยความสะดวกประชาชนในการลงทะเบียนและตอบคำถามประชาชนกรณีมีข้อสงสัยอย่างเต็มที่ หากประชาชนไม่สะดวกเดินทางมายังหน่วยงานราชการหรือมีปัญหาเรื่องการใช้แอปพลิเคชันให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดชุดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการลงพื้นที่เชิงรุกไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อเปิดจุดรับลงทะเบียนเงินช่วยเหลือเยียวยาให้กับประชาชนถึงพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด

ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ.ได้เตรียมชุดข้อมูลรายละเอียดของการใช้งานลงทะเบียนรับเงินเยียวยาอุทกภัย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา ทำความเข้าใจ รวมถึงชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ จะได้ดำเนินการได้ถูกต้องและได้รับการเยียวยาที่รวดเร็ว ทั้งนี้ ประชาชนที่มีความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยจะได้รับความช่วยเหลือ1 ครั้ง ต่อ 1 หลังคาเรือน ครอบคลุมบ้านที่มีทะเบียนบ้าน บ้านเช่า โดยผู้เช่าเป็นผู้รับเงิน และที่อยู่อาศัยประจำอื่น ๆ แม้ไม่มีทะเบียนบ้าน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ ได้ 2 ช่องทาง ได้แก่แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และยื่นเอกสารด้วยตนเอง ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ /สำนักงานเขตในพื้นที่ กทม.

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เขตลาดกระบัง ติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชน พร้อมตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ เรือ รถครัวสนาม และระบบสนับสนุนต่าง ๆ กำชับทุกหน่วยงานภายใต้แนวทาง “ทส.หนึ่งเดียว” ทำงานเชิงรุกร่วมกับท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง เน้นย้ำการกระจายอาหารและน้ำดื่มให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบประสิทธิภาพของรถครัวสนามและจุดแจกจ่ายอาหาร รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบาง ประสานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และรถฉุกเฉิน เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ให้ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังได้สั่งการเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยจัดเตรียมกำลังพลและเครื่องมือให้พร้อมเข้าพื้นที่ทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย เพื่อสำรวจความเสียหาย ล้างทำความสะอาดบ้านเรือน และช่วยประชาชนฟื้นฟูพื้นที่ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง