นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศ โดยเน้นย้ำ 4 ข้อสั่งการเร่งด่วนในการบริหารจัดการอุทกภัย ได้แก่
1. เร่งสำรวจความเสียหายและเยียวยาประชาชนให้ครบถ้วนเป็นปัจจุบัน ทั้งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน พื้นที่การเกษตร และสาธารณูปโภค เร่งนำเสนอตามขั้นตอนการจ่ายเงินช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด ด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวันที่ 25-26 กันยายน 2569 เป็นต้นมา เร่งสำรวจความเสียหายเพื่ออนุมัติเงินเยียวยา 9,000 บาท เพื่อโอนให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายโดยเร็ว
2. เร่งฟื้นฟูพื้นที่น้ำลดให้กลับสู่สภาวะปกติ เร่งระบายน้ำ กำจัดขยะ และสิ่งปฏิกูล ทำความสะอาดบ้านเรือน และพื้นที่สาธารณะ ป้องกันปัญหาสาธารณสุขหลังน้ำลด และจัดทำแผน Big Cleaning เพื่อให้ประชาชนและสถานประกอบการกลับมาใช้ชีวิตและดำเนินกิจกรรมตามปกติได้โดยเร็ว
3. เร่งฟื้นฟูสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า ประปา ถนน ระบบสื่อสาร สัญญาณโทรศัพท์ ให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วครอบคลุมทุกพื้นที่ ดังเช่นปกติ
4. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ เตรียมการรับมือผลกระทบจากฝนตกหนักที่กำลังจะเกิดขึ้นตามการพยากรณ์อากาศ โดยทบทวนแผนเผชิญเหตุเป็นรายพื้นที่ เร่งเตรียมทีมกู้ภัย เครื่องสูบน้ำ เรือ ศูนย์พักพิง และแผนอพยพกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ เชิงเขา และจุดที่เคยเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก และติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา และ ปภ. อย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าอย่างชัดเจน และทันเวลา อีกทั้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดนนทบุรี ตรวจคันกั้นน้ำ ทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาให้อยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรงตลอดแนว
นายกรัฐมนตรีกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ที่มีแนวโน้มหรือคาดการณ์ว่าจะเกิดภัย ต้องใช้อำนาจ ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ตามกฎหมายว่าด้วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พิจารณาประกาศเขตสาธารณภัยได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดภัย เพื่อลดความเสียหายของพื้นที่ให้มากที่สุด ขอให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว หน่วยทหารเตรียมกำลังและยุทโธปกรณ์สนับสนุนการช่วยเหลือและอพยพประชาชน ตำรวจดูแลเส้นทาง การจราจร และความปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุข เตรียมบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ การดูแลผู้ประสบภัย และจัดสรรกำลังพลสับเปลี่ยนให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานกลางติดตามประเมินสถานการณ์ ประสานจังหวัด และเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเข้าพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดเหตุ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ มณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานของโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์และโรงพยาบาลสนาม ในการรองรับผู้ป่วยที่เคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมพบปะให้กำลังใจผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ตลอดจนติดตามการรองรับผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย ทั้งนี้ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรยังคงมีน้ำท่วมสูงประมาณ 30–40 เซนติเมตร โดยลำเลียงผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ตั้งแต่คืนวันที่ 27 กันยายน 2569 พร้อมเปิดโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วย รวม 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ อำเภอเมืองปราจีนบุรี โรงเรียนมารีย์วิทยากบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี และโรงเรียนสุวรรณวิทยา อำเภอประจันตคาม เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างที่โรงพยาบาลได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี มอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้กำลังใจผู้ประสบภัย กำชับศูนย์ ปภ. เขต ที่รับผิดชอบพื้นที่และใกล้เคียง สนับสนุนรถยกสูงสำหรับการเดินทางเข้าพื้นที่น้ำท่วม เชื่อมโยงการติดตามสถานการณ์กับการเข้าถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ลงพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ติดตามสถานการณ์น้ำ และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยได้ตรวจความพร้อมและรับฟังข้อมูลการปฏิบัติงาน ปัญหาและอุปสรรคในการระบายน้ำ ณ ประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิต ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการตัดยอดน้ำและระบายน้ำจากระบบคลองรังสิตประยูรศักดิ์และคลองเปรมประชากรลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ปทุมธานีและกรุงเทพมหานคร โดยเดินเครื่องสูบน้ำครบทั้ง 20 เครื่องเพื่อเร่งระบายน้ำ ส่วนสถานการณ์น้ำในคลองรังสิตประยูรศักดิ์เริ่มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีได้เสนอให้ก่อสร้างพนังกั้นน้ำริมคลองรังสิตเพื่อป้องกันน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชน จากนั้นได้เดินทางไปมอบถุงยังชีพและให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาลตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี และมอบสิ่งของดำรงชีพบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วม
นายเอกนิติ ย้ำว่าการเร่งระบายน้ำต้องสมดุลกับสภาพพื้นที่และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ให้หน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด เตรียมระบบไฟฟ้าสำรองและเสริมเครื่องสูบน้ำช่วยชุมชน พร้อมสื่อสารสถานการณ์น้ำและแผนการระบายน้ำให้ชัดเจน แจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมรับมือ ประสานองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที และให้พื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายและเตรียมการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยให้รวดเร็วตามระเบียบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
อีกทั้งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดตั้งศูนย์รับมือสถานการณ์อุทกภัย โดยใช้ระบบ Single Command บูรณาการทุกหน่วยงานรับมืออุทกภัยแบบ One Team ดำเนินการ
1. รับแจ้งข้อมูล ทั้งภาพรวมจังหวัด และประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน
2. ประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์ข้อมูล ประเมินผลกระทบ และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
3. แก้ไขปัญหาและประสานข้อมูล ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข
4. สนับสนุนถุงยังชีพ จัดหาและกระจายสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
เปิด War Room DIT โดยกรมการค้าภายในร่วมกับผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และประชาชน ดูแลสินค้าให้เพียงพอ ราคาเป็นธรรม ลดผลกระทบประชาชน
1. ติดตามสถานการณ์สินค้า เชื่อมโยงความร่วมมือกับผู้ประกอบการ รายงานปริมาณการผลิต จำหน่าย และสต็อกคงเหลือ รวมถึงปัญหาอุปสรรคในการกระจายสินค้า
2. บริหารจัดการปริมาณสินค้า เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ห้างค้าปลีกค้าส่ง ตลาดกลาง และตลาดสด เพื่อให้สินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
3. รับเรื่องร้องเรียน และรับฟังปัญหาผ่านสายด่วน 1569
4. จัดสายตรวจออกตรวจสอบ เพื่อไม่ให้มีการกักตุน หรือฉวยโอกาสขึ้นราคา และดูแลความเป็นธรรมด้านราคา และความเพียงพอของสินค้า
มาตรการเยียวยาและลดค่าครองชีพ โครงการไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็นในราคาพิเศษ ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนเมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ รวม 12,225 ครั้ง ทั่วประเทศ ในเดือนตุลาคม – กันยายน 2570 โดยแบ่งเป็น ระดับภาค 4 ครั้ง 300 คูหา ครั้งละ 3 วัน ในจังหวัดเศรษฐกิจ/หัวเมือง/พื้นที่ประสบอุทกภัย ระดับจังหวัด 77 ครั้ง 200 คูหา ครั้งละ 3 วัน ครอบคลุม 77 จังหวัด และระดับชุมชน 12,144 ครั้ง 1,012 ครั้ง/เดือน ครั้งละ 1 วัน ทั่วประเทศ (กทม. 100 ครั้ง/ส่วนภูมิภาค 912 ครั้ง)








