นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลง ทั้งแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน ส่วนที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านเหลือประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท คงการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อเนื่องมา 3-4 วันแล้ว ซึ่งน้ำตอนบนของประเทศกำลังไหลหลากลงมาอำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี แล้วไหลเข้าเหนือเขื่อนเจ้าพระยาทำให้ระดับน้ำอยู่ที่ 17.32 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง กำลังเร่งลดระดับลง ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำยังทรงตัว ส่วนการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปรับเพิ่มระบายน้ำเป็น 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ท้ายเขื่อนพระรามหก บริเวณสถานีท่าเรือ ระบายน้ำอยู่ที่ 676 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำเฉลี่ยก่อนเข้าเขตจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร อยู่ที่ประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าระดับตลิ่ง โดยน้ำดังกล่าวไหลเข้าท่วมในเขตของลุ่มน้ำท่าจีน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยากับท่าจีน จ.สุพรรณบุรี บริเวณ อ.บางปลาม้า สองพี่น้อง และเมือง เป็นน้ำท้ายเขื่อนโพธิ์พระยา
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งระบายน้ำทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร โดยผันน้ำผ่านคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ส่วนกรุงเทพมหานครได้เปิดประตูระบายน้ำช่วยอีก 5 บาน สำหรับพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ลุ่มน้ำบางปะกง สถานการณ์ยังวิกฤตในหลายจังหวัด เช่น นครนายก บริเวณ อ.องครักษ์ ปราจีนบุรี บริเวณ อ.บ้านสร้าง และฉะเชิงเทรา บริเวณบางน้ำเปรี้ยวและบางคล้า ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมขังสูงและได้ติดตั้งเรือดันน้ำ 20 เครื่องเร่งระบายน้ำ และเตรียมจัดตั้งศูนย์อพยพช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มเปราะบาง ด้านลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน มีปริมาณน้ำเกินความจุที่ร้อยละ 102 จึงระบายน้ำวันละประมาณ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทางจังหวัดเพชรบุรีได้เตรียมแผนรับมืออย่างใกล้ชิด ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ยังบริหารจัดการน้ำได้อยู่
รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงคาดการณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาจะมีฝนตกหนักต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ได้ประเมินเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ว่า ส่วนใหญ่เป็นห่วงพื้นที่เขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเกิน 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนแก่งกระจาน ส่วนภาคใต้มีพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในหลายจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช , สุราษฎร์ธานี , ชุมพร , สงขลา และฝั่งอันดามัน เนื่องจากฝนตกสะสมเกิน 150 มิลลิเมตร จึงได้เร่งพร่องน้ำในทุกเขื่อนทุกอ่างและติดตั้งเครื่องมือเพิ่มเติม ทั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องดันน้ำเสริมในจุดต่างๆ ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะตกหนัก ซึ่งฝนรอบนี้จะตกหนักแต่ไม่ตกแช่เหมือนช่วงที่ผ่านมา








