กรมประมงเร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วประเทศ ใน 46 จังหวัด พื้นที่เสียหายกว่า 125,000 ไร่

นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุกทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด กรมประมงได้ดำเนินการสำรวจความเสียหานด้านการประมงเบื้องต้นพบว่าเกษตรกรภาคประมงได้รับผลกระทบแล้วในกว่า 16,000 รายใน 46 จังหวัดทั่วประเทศ พื้นที่เพราะเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหายรวมประมาณ 125,000 ไร่ และกระชังหรือบ่อซีเมนต์เสียหายอีกกว่า 150,000 ตารางเมตร โดยประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ 2,800 – 3,000 ล้านบาท

โดยในส่วนของอัตราการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา ตามระเบียบกระทรวงการคลังสำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงก่อนเกิดภัย และอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว เจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบและจ่ายเงินชดเชยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยเมื่อระดับน้ำในแต่ละพื้นที่เริ่มลดลง เจ้าหน้าที่กรมประมงจะนัดหมายลงพื้นที่รับยื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือเป็นรายหมู่บ้านทันที ไม่ต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายพร้อมกันทั้งประเทศ

สำหรับอัตราการจ่ายชดเชยตามชนิดสัตว์น้ำและสถานที่เพาะเลี้ยง ตามประกาศฉบับใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย ปลาและสัตว์น้ำบ่อดิน/นาข้าว/ร่องสวน: ชดเชยไร่ละ 4,890 บาท (ไม่เกิน 5 ไร่ ต่อราย) กุ้งทะเลและหอยทะเล: ชดเชยไร่ละ 12,350 บาท (ไม่เกิน 5 ไร่ ต่อราย) และสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชังหรือบ่อซีเมนต์: ชดเชยตารางเมตรละ 390 บาท (ไม่เกิน 80 ตารางเมตร ต่อราย) นอกากนี้กรมประมงยังได้ปฏิบัติการช่วยเหลือฉุกเฉินและการควบคุมความปลอดภัย โดยเปิด War Room บริหารจัดการใน 34 จังหวัด 4 กลุ่มลุ่มน้ำ พร้อมจัด ชุดเฉพาะกิจกู้ภัย, เรือตรวจการประมง และรถยนต์ เข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่วิกฤต นอกจากนี้ ได้เข้มงวดมาตรการความปลอดภัยเรื่องสัตว์น้ำหลุดรอด โดยเฉพาะกรณี จระเข้หลุดในพื้นที่ 3 จังหวัด (กรุงเทพฯ, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา) รวม 10 ตัว เจ้าหน้าที่ได้จับกุมกลับคืนแล้วทั้งหมด
สำหรับมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลดและแผนงานระยะยาว รัฐบาลเตรียมพิจารณาข้อเสนอของเกษตรกรในการ พักชำระหนี้ และสนับสนุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ พร้อมจัดสรรพันธุ์สัตว์น้ำ อาหาร และเวชภัณฑ์เพื่อฟื้นฟูห่วงโซ่การผลิต อีกทั้งเตรียมส่งเสริม “โมเดลทุ่งบางระกำ” (พิษณุโลก-สุโขทัย) ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่หน่วงน้ำ โดยมีแนวทางที่จะปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 30 ล้านตัวต่อปี ซึ่งใช้วงเงินผลิตเพียง 300,000 บาท แต่สามารถจับผลผลิตได้ถึง 700 ตัน มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ช่วยสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรช่วงน้ำท่วมขัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง