นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เตรียมรับมืออุทกภัยจากฝนตกหนัก ย้ำ ประชาชนต้องปลอดภัย แจ้งเตือนเข้าใจง่ายปฏิบัติตามได้ทันที

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กำชับทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว ทั้งสภาพแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมดูแลสุขภาพประชาชนและเฝ้าระวังโรคหลังน้ำลด ควบคู่กับการเร่งช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์ สำหรับพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ให้เร่งระบายน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำบางปะกง ต้องเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล พร้อมกำชับกรมชลประทาน จังหวัด อำเภอ และฝ่ายปกครอง แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าทุกครั้งก่อนระบายน้ำที่อาจกระทบต่อบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรม ให้กระทรวงคมนาคมเร่งซ่อมแซมและเปิดเส้นทางสัญจร สนับสนุนยานพาหนะและเครื่องจักรกลในการช่วยเหลือประชาชน ขนย้ายขยะและยานพาหนะหลังน้ำลด ประสานผู้ประกอบการสนับสนุนการตรวจเช็กและซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายและเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ให้เร่งถอนกำลังพล เครื่องจักรกลสาธารณภัย และ
รถปฏิบัติการกลับไปตรวจสอบ ซ่อมบำรุง และเตรียมพร้อมสนับสนุนพื้นที่อื่นที่อาจเกิดภัย รวมทั้งบันทึกผลการปฏิบัติงานไว้เป็นข้อมูลสำหรับการช่วยเหลือประชาชนต่อไป สำหรับสถานการณ์ฝน ต้องเฝ้าระวังฝนหนักในภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด

โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปที่จังหวัดปัตตานี เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อากาศ การบริหารจัดการน้ำ และซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัยภาคใต้ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ 14 จังหวัด ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัดยังมีความเสี่ยงประสบอุทกภัยจากฝนที่จะตกชุกครอบคลุมแทบทุกจังหวัดในภาคใต้จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องซักซ้อมความพร้อมเตรียมรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยย้ำว่า การเตรียมพร้อมคือสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมในการดูแลประชาชน ด้วยการ “คาดการณ์สถานการณ์ได้ล่วงหน้าและมีการเตรียมการศูนย์พักพิงเพื่ออพยพผู้คน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ โดยจำแนกตามอาการป่วยไปยังสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อให้ปลอดภัยหลักการคือ “ต้องไม่มีพื้นที่ไหนที่ถูกละเลย” การสื่อสารกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยการสื่อสารที่ทั่วถึง เข้าใจง่าย ใช้ถ้อยคำภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจทันที เป็นภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ และในการบริหารจัดการน้ำต้องสื่อสารกันระหว่างรอยต่อพื้นที่ เพื่อให้พื้นที่ที่รับน้ำต่อเตรียมความพร้อมการแจ้งเตือน และการดูแลประชาชน ซึ่งจะลดความรุนแรงในพื้นที่ต่างๆ และลดความขัดแย้งในพื้นที่ได้ เน้นย้ำการเข้าไปช่วยให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยในชีวิต และได้รับการดูแลให้อยู่ในที่ปลอดภัย มีปัจจัย 4 ครบถ้วน หากเกิดสถานการณ์ จุดวิกฤตที่สุดคือ เมื่อปริมาณน้ำมาถึง การเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางต้องดำเนินการอย่างทันท่วงที รวมถึงการดูแลห่วงโซ่อาหาร (Supply Chain) ทั้งวัตถุดิบ อาหารสด เนื้อ ผัก ไข่ น้ำมันพืช แก๊ส เครื่องปรุง ต้องประสานผู้ประกอบการอาหาร ผู้ประกอบการขนส่ง ทั้งอาหาร อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ปั๊มน้ำ เครื่องสูบน้ำ เรือยนต์ หรือยานพาหนะต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการบริหารจัดการ รวมถึงอนุมัติใช้เงินทดรองราชการโดยใช้ดุลพินิจ เบิกจ่ายด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้ โดยไม่ต้องรอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเดียว ส่วนศูนย์พักพิง ต้องมีมาตรฐาน สามารถระบายอากาศได้ดี มีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ โดยบูรณาการร่วมมือกับทุกภาคส่วน ระดมสรรพกำลังให้พร้อมเวลาเกิดภัย กระทรวงสาธารณสุขต้องเตรียมความพร้อมแยกคนป่วยตามประเภทไปยังสถานพยาบาล และต้องมีแผนการส่งต่อเมื่อสถานพยาบาลได้รับผลกระทบ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมอบหมายหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่นำกำลังบุคลากรและนักศึกษาวิชาชีพช่างและคหกรรมไปร่วมสนับสนุนศูนย์พักพิง รวมถึงการซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าของประชาชน

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการ 7 แนวทางเตรียมความพร้อมบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ดังนี้

1. ติดตาม และประเมินสถานการณ์ กำหนดพื้นที่เสี่ยง จุดเฝ้าระวัง ทบทวนข้อมูลพื้นที่ที่เคยประสบภัย พื้นที่ลุ่มต่ำ จุดระบายน้ำสำคัญ เส้นทางคมนาคมและพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ

2. ตรวจสอบและปรับปรุงระบบการระบายน้ำ อาทิ คู คลอง ประตูระบายน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมแก้ไขจุดเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ

3. เตรียมพร้อมด้านกำลังพลและทรัพยากร รวมถึงแผนสนับสนุน ต้องมีการจัดทำและบูรณาการทรัพยากรระหว่างพื้นที่ โดยแต่ละจังหวัดจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อนหรือส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่น และสามารถบูรณาการความช่วยเหลือระหว่างพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การอพยพและการแจ้งเตือนประชาชน ให้ทบทวนจุดอพยพ ศูนย์พักพิงชั่วคราว เส้นทางอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และช่องทางการสื่อสารแจ้งเตือน โดยให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. กำกับติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน การเตรียมความพร้อม ปัญหาอุปสรรค และความต้องการรับการสนับสนุนมายังกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

6. ประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งเหตุฉุกเฉินและช่องทางติดต่อหน่วยงานภาครัฐให้ชัดเจน 

7. จัดตั้ง “ศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ของแต่ละหน่วยงานตามภารกิจและความรับผิดชอบ” เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงาน การประสานงาน และการสนับสนุนทรัพยากร ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดต้องใช้ช่องทางสื่อสารทางโซเชียลมีเดียและหน่วยประชาสัมพันธ์ภายในจังหวัด กระจายข้อมูลข่าวสารออกไปทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นช่องทางของจังหวัด หรือโซเชียลมีเดีย หรือช่องทางต่างๆ ที่มีอยู่ ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ รวมถึงช่องทางส่วนตัวของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเหล่ากาชาดจังหวัด
ให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมแชร์ข้อมูลให้ทั่วถึง ย้ำประชาชนยึดข้อมูลแจ้งเตือนจากทางราชการเป็นหลัก เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ประชาสัมพันธ์เรื่องกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ที่เริ่มมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา ซึ่งครอบคลุมภัยจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ หากจังหวัดเกิดภัยจะต้องมีการประกาศพื้นที่ประสบภัย และแจ้งมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อเร่งสำรวจและยืนยันข้อมูลในการเบิกจ่ายประกันภัยตามกรมธรรม์ ครัวเรือนละ 10,000 บาท ในเบื้องต้น และค่าซ่อมแซมบ้านเรือนตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท กรณีเสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท

ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลาง ย้ำว่า ภาคใต้มีแนวโน้มฝนตกต่อเนื่องถึงวันที่ 14 ต.ค. 69 และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในจังหวัด
สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล จึงต้องเร่งเตรียมกำลังพล ทรัพยากร การแจ้งเตือน และแผนอพยพประชาชน โดย ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย รถปฏิบัติการ และทรัพยากรสนับสนุนจังหวัด เชื่อมโยงข้อมูลและประสานความช่วยเหลือระหว่างพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็ว ทั่วถึง และทันสถานการณ์

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สินประชาชน พร้อมทั้งทยอยส่งข้อมูลให้คณะกรรมการระดับอำเภอและจังหวัดตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ โดยไม่ต้องรอรวบรวมให้ครบทั้งหมด ก่อนส่งให้ ปภ. ดำเนินการโดยเร็ว สำหรับความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี รวม 75,326 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 31 จังหวัด พร้อมเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย 5 ราย รายละ 2 ล้านบาท เป็นเงิน 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 650.874 ล้านบาท โดยจังหวัดส่งข้อมูลให้ ปภ. แล้ว 35 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตราด ตาก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา นนทบุรี น่าน ปทุมธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน ระยอง ลำปาง สมุทรปราการ สระแก้ว สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี อ่างทอง อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี สำหรับบางครัวเรือนที่โอนเงินไม่สำเร็จ พบว่ายังไม่ได้ผูกบัญชี PromptPay กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน
ซึ่ง ปภ. และธนาคารออมสิน ได้ประสานกลับไปยังจังหวัด เพื่อตรวจสอบและแจ้งผู้ประสบภัยให้ผูกบัญชีกับ PromptPay เพื่อที่จะได้รับการโอนเงินโดยเร็ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง