พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งการดูแลผู้ป่วย การบริหารจัดการน้ำ การเยียวยา และการเตรียมฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยเริ่มจากการตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ภูวนารถ ก่อนเดินทางต่อไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว อำเภอบ้านสร้าง
ที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ภูวนารถ คณะได้ตรวจเยี่ยมทั้งโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนามที่จัดตั้งขึ้นโดยใช้พื้นที่ภายในกองร้อย เพื่อรองรับผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยในวันนี้มีการเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ภายหลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย พร้อมสอบถามความต้องการรับการสนับสนุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์จำนวน 125 เครื่อง รวมถึงระบบผลิตน้ำสะอาดและอุปกรณ์สำหรับการฟอกไต เพื่อฟื้นฟูความพร้อมในการให้บริการประชาชน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวชื่นชมการทำงานร่วมกันของโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ภูวนารถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี ที่สามารถตัดสินใจและประสานการช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ สะท้อนถึงการบูรณาการศักยภาพของโรงพยาบาลทหารและระบบสาธารณสุขพลเรือนในการดูแลประชาชนยามวิกฤต พร้อมยืนยันว่ากระทรวงกลาโหมพร้อมสนับสนุนเพิ่มเติมตามความจำเป็น และเน้นย้ำให้ดูแลเยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยควบคู่ไปกับการรักษาพยาบาลทางกาย
จากนั้น คณะได้เดินทางโดยรถบรรทุกยกสูงผ่านพื้นที่น้ำท่วมไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ตำบลบางปลาร้า อำเภอบ้านสร้าง โดยมีนายวริศ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอบ้านสร้าง ร่วมลงพื้นที่ พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์อุทกภัยจากนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งระดับน้ำในหลายอำเภอมีแนวโน้มลดลง แต่บางพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขังและต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอำเภอบ้านสร้างและอำเภอเมืองปราจีนบุรี รวมถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มแม่น้ำบางปะกงที่เชื่อมโยงกับจังหวัดฉะเชิงเทราและพื้นที่ปลายน้ำ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำว่าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมต้องมองภาพรวมทั้งลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยทุกหน่วยงานต้องใช้ข้อมูลร่วมกันและจัดลำดับการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องกับศักยภาพการรองรับน้ำของพื้นที่ถัดไป เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์โดยไม่เพิ่มความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่อื่น พร้อมกำชับให้จังหวัดเริ่มวางแผนฟื้นฟูหลังน้ำลดตั้งแต่ขณะนี้ โดยเฉพาะการจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ ซึ่งสามารถนำบทเรียนจากกรุงเทพมหานครที่กระทรวงกลาโหมบูรณาการกับกรุงเทพมหานคร กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมรถตัก รถยก และรถบรรทุกเข้าจัดเก็บขยะออกจากชุมชนได้อย่างรวดเร็ว มาปรับใช้กับพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเตรียมกำลังพล เครื่องจักรกล และยานพาหนะให้พร้อมดำเนินการทันทีเมื่อระดับน้ำลดลง
ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้เร่งจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยรายใดที่ตรวจสอบข้อมูลครบถ้วนและพร้อมจ่ายแล้ว ให้ดำเนินการทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบทุกครัวเรือน พร้อมขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและหน่วยงานด้านประปาประเมินผลกระทบและพิจารณามาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพ รวมถึงการยกเว้นค่าน้ำและค่าไฟแก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนตามความเหมาะสม ตลอดจนเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคให้กลับมาใช้งานได้อย่างสมบูรณ์และปลอดภัย
ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การลงพื้นที่ปราจีนบุรีครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง โดยกระทรวงคมนาคมได้สนับสนุนสิ่งของยังชีพและเครื่องจักรกลอย่างต่อเนื่อง ทั้งรถบรรทุกหกล้อ รถตีนตะขาบ และรถตัก ตามที่จังหวัดร้องขอ รวมถึงประสานทรัพยากรจากจังหวัดใกล้เคียง อาทิ จังหวัดบุรีรัมย์ เข้ามาร่วมสนับสนุน พร้อมเตรียมแผนสำรวจและซ่อมแซมถนนและเส้นทางคมนาคมที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนกลับมาสัญจรได้อย่างปลอดภัยหลังน้ำลด
ภายหลังการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะได้ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว พบปะพูดคุย สอบถามความเป็นอยู่และให้กำลังใจประชาชน พร้อมมอบยาและเวชภัณฑ์จากกระทรวงกลาโหม ได้แก่ โลชั่นกันยุง ยาทาป้องกันเชื้อราและน้ำกัดเท้า และผงโรยเท้า เพื่อดูแลสุขอนามัยและลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจากน้ำท่วมขัง
การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือของกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การรักษาพยาบาล การบริหารจัดการน้ำ การเยียวยา ไปจนถึงการฟื้นฟูชุมชนและเส้นทางคมนาคม โดยมุ่งให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนโดยเร็วและคืนชีวิตปกติให้แก่พื้นที่ประสบภัยอย่างเป็นรูปธรรม








