รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านโครงการ “อาชีวะอาสา” ขยายจุดบริการรวม 140 จุดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 กันยายน–30 ตุลาคม 2569 ให้บริการอาหารและน้ำดื่ม ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ และเครื่องมือประกอบอาชีพ

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ขยายจุดบริการ “อาชีวะอาสา” รวม 140 จุด ระหว่างวันที่ 27 กันยายน–30 ตุลาคม 2569 เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น ทั้งการจัดอาหารและน้ำดื่ม ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ และเครื่องมือประกอบอาชีพที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนตรวจสอบระบบไฟฟ้าเบื้องต้น เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็ว

ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569 พบสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติรวม 1,228 แห่ง ใน 39 จังหวัด แบ่งเป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 861 แห่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 274 แห่ง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) 47 แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 46 แห่ง

กระทรวงศึกษาธิการได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือให้ สพฐ. จำนวน 23.38 ล้านบาท และ สกร. จำนวน 2.2 ล้านบาท พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบรรเทาผลกระทบและฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้สามารถกลับมาจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติโดยเร็ว

สำหรับการช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการอาชีวะอาสา ได้ระดมกำลังนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรอาชีวศึกษาลงพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยจัดตั้งครัวอาชีวะ 9 แห่ง สนับสนุนอาหารและน้ำดื่มรวม 36,949 ชุด ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า 7,718 เครื่อง ตรวจเช็กรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวม 8,045 คัน ซ่อมเครื่องมือประกอบอาชีพ 895 ชิ้น และตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านเรือน 33 หลัง

ขณะที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สนับสนุนอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพ และอุปกรณ์ทำความสะอาด ส่วนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เร่งสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดและซ่อมแซมอาคารเรียน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ จุดบริการอาชีวะอาสากระจายอยู่ในหลายพื้นที่ โดยมีจุดบริการในจังหวัดระยอง 49 จุด กรุงเทพมหานคร 21 จุด พระนครศรีอยุธยาและสมุทรปราการ จังหวัดละ 15 จุด นครนายก 14 จุด ฉะเชิงเทรา 11 จุด ปทุมธานี 7 จุด นนทบุรีและราชบุรี จังหวัดละ 2 จุด และพื้นที่สระแก้ว สุรินทร์ ชลบุรี รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร/นครปฐม แห่งละ 1 จุด

ภายในจุดบริการ ประชาชนสามารถรับความช่วยเหลือได้ทั้งด้านอาหารและน้ำดื่ม การตรวจเช็กและซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องมือประกอบอาชีพ รวมถึงการตรวจสอบระบบไฟฟ้าเบื้องต้น โดยมีนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรอาชีวศึกษาร่วมปฏิบัติงาน นำความรู้และทักษะวิชาชีพมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

รัฐบาลขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลจุดบริการอาชีวะอาสาให้ประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถตรวจสอบสถานที่ให้บริการและเข้ารับความช่วยเหลือได้สะดวกและทันเวลา พร้อมเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่าย และช่วยให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง