นายกฯ ชูวิสัยทัศน์ “Future-Ready Thailand” พลิกจุดแข็งประเทศสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปฏิรูปประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงาน FUTURE-READY ECONOMY 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษภายใต้แนวคิด “Future-ready Thailand” โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ และที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในอาเซียน แต่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะการเพิ่มผลิตภาพและการปรับตัวของภาคธุรกิจและแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยี

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องมุ่งสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยั่งยืนในระยะยาว โดยนำเสนอแนวทางต่อยอดรากฐานและจุดแข็งที่มีอยู่ของไทยให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ 9 ด้าน ดังนี้
1. ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารสู่การเป็นผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคต ไทยมีชื่อเสียงในฐานะ “Kitchen of the World” โดยเป้าหมายต่อไปคือการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคตชั้นนำ ตั้งแต่อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ไปจนถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ เชื่อมโยงเกษตรกรและผู้ประกอบการเข้ากับตลาดใหม่ และทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

2. ยกระดับภาคอุตสาหกรรมสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกที่สูงขึ้น สนับสนุนให้ธุรกิจไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเข้าสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมดึงดูดการลงทุนที่นำเงินทุนเข้ามา เพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมนวัตกรรม พัฒนาทักษะบุคลากร และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน

3. ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ซึ่งช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในวงกว้าง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคเศรษฐกิจไทย

4. สร้างมูลค่าเพิ่มในภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพ ประเทศไทยมีโอกาสเติบโตอย่างมากในสาขาการแพทย์และการดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ ศักยภาพด้านการบริการ วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นจุดแข็งสำคัญ ทุกภาคส่วนต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายจากการมุ่งผลิตสินค้าและบริการให้ได้ปริมาณมาก ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น

5. เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก เปิดรับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ พร้อมกระจายความหลากหลายของตลาด คู่ค้า เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน น้ำ ดิจิทัล และการเงิน

6. จัดสรรทรัพยากรเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว งบประมาณภาครัฐและทุกการลงทุนที่ดึงดูดเข้ามา ควรมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

7. เดินหน้าผลักดันโครงการ “Reinvent Thailand” เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ร่วมกันค้นหาอุปสรรคและผลักดันแนวทางแก้ไขที่นำไปปฏิบัติได้จริง โดยภาครัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวก กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุน สร้างนวัตกรรม และเติบโตได้

8. ดึงดูดการลงทุนคุณภาพ สร้างความร่วมมือระยะยาวกับนานาประเทศ ไทยยินดีต้อนรับการลงทุนที่มุ่งสร้างความร่วมมือระยะยาวและก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาทักษะบุคลากร การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การส่งเสริมนวัตกรรม และการยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทยให้แข่งขันในตลาดโลกได้ โดยประเทศไทยต้องเป็นทั้งจุดหมายการลงทุนที่น่าสนใจและพันธมิตรที่น่าเชื่อถือสำหรับการเติบโตในระยะยาว

9. เดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ยกระดับมาตรฐานและธรรมาภิบาล เป้าหมายของไทยครอบคลุมกระบวนการปฏิรูปตลอดเส้นทาง ทั้งการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน การยกระดับมาตรฐาน และการพัฒนาธรรมาภิบาล ซึ่งจะนำไปสู่ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนและประเทศในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวโดยสรุปว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยายโอกาส และเสริมสร้างความยืดหยุ่นได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมเติบโตไปกับพันธมิตรและสนับสนุนให้ทุกฝ่ายบรรลุเป้าหมายในอนาคต โดยการพัฒนาของไทยจะต้องสร้างโอกาสไม่เพียงแก่ประชาชนชาวไทย แต่รวมถึงภาคธุรกิจและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในฐานะพันธมิตร เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ทุกประเทศมีโอกาสเติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง