คณะอนุฯ ลุ่มน้ำท่าจีน สั่งเร่งระบายน้ำ เสริมคันกั้นน้ำ ปกป้องชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำท่าจีน ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมพิมานปฐม ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดนครปฐม เพื่อติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำ โดยมีนายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ รักษาราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นางสาวศิริวรรณ จุลวนิชรัตนา ผู้อำนวยการกองนโยบายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายประสงค์ ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและส่วนราชการจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี ชัยนาท และสมุทรสาคร เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุม และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ลุ่มน้ำท่าจีนมีปริมาณน้ำเกินความจุลำน้ำหลายพื้นที่ ประกอบกับมีการแจ้งเตือนฝนตกหนักระลอกใหม่ ส่งผลกระทบต่อชุมชน พื้นที่เกษตรกรรมและเขตเศรษฐกิจในจังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม ที่ประชุมจึงได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำ การคาดการณ์สภาพอากาศ การบริหารจัดการน้ำ ความคืบหน้าแผนที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้ง ตลอดจนสำรวจปัญหาและความต้องการสนับสนุนของจังหวัด พร้อมให้นำแผนที่เสี่ยงภัย (Risk Map) ของ GISTDA มาใช้ร่วมกับข้อมูลฝนและสถานการณ์น้ำ เพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง วางแผนรับมือ และแจ้งเตือนล่วงหน้า โดยสั่งเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของคันกั้นน้ำริมแม่น้ำท่าจีน โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชนเมือง และสถานพยาบาล รวมทั้งให้กรมชลประทานพิจารณาลดการรับน้ำผ่านประตูระบายน้ำพลเทพ เนื่องจากสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลง และควบคุมการระบายน้ำให้เหมาะกับศักยภาพของลำน้ำท่าจีน เพื่อลดผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม

ในส่วนของการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ได้ให้สำนักงาน ปภ.จังหวัดเป็นศูนย์กลางรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลน้ำและพยากรณ์อากาศ โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนัก รวมถึงสื่อสารข้อมูลให้ถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่ายและป้องกันข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนก พร้อมแจ้งเตือนประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำท่าจีนให้ติดตามประกาศทางราชการอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ทั้งนี้ ให้ยกระดับศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเป็นศูนย์กลางอำนวยการ สั่งการ และระดมทรัพยากรช่วยเหลือผู้ประสบภัย ครอบคลุมการแจ้งเหตุ เตือนภัย อพยพ จัดตั้งและบริหารศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

สำหรับการฟื้นฟูและเยียวยา ให้เร่งสำรวจความเสียหายของบ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และสิ่งสาธารณประโยชน์ พร้อมพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ควบคู่กับวางแผน Big Cleaning ในพื้นที่สาธารณะ กำจัดขยะทั้งระหว่างเกิดน้ำท่วมและหลังน้ำท่วม และเฝ้าระวังป้องกันโรคระบาดหลังน้ำลด โดยให้ทุกหน่วยงานประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด หากมีข้อขัดข้องให้รายงานคณะอนุกรรมการฯ ทันที เพื่อเร่งแก้ไขและช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดพื้นที่ริมแม่น้ำท่าจีน ข้อมูล ณ วันที่ 15 ต.ค. 69 เวลา 06.00 น. ยังคงมีสถานการณ์ใน 3 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สุพรรณบุรี และนครปฐม รวม 12 อำเภอ 120 ตำบล 945 หมู่บ้าน โดยจังหวัดชัยนาทยังคงมีพื้นที่ประสบภัยในอำเภอสรรพยา ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,640 ครัวเรือน 11,178 คน จังหวัดสุพรรณบุรี 8 อำเภอ ได้แก่ บางปลาม้า สองพี่น้อง เมืองสุพรรณบุรี ศรีประจันต์ ดอนเจดีย์ สามชุก เดิมบางนางบวช และอู่ทอง ประชาชนได้รับผลกระทบ 20,369 ครัวเรือน 63,959 คน และจังหวัดนครปฐม 3 อำเภอ ได้แก่ บางเลน สามพราน และนครชัยศรี ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,058 ครัวเรือน 28,414 คน ทั้ง 3 จังหวัด ภาพรวมมีระดับน้ำลดลง ทั้งนี้ ปภ. ได้กำชับให้ศูนย์ ปภ. เขต และสำนักงาน ปภ. จังหวัด ดำเนินการตามข้อสั่งการ โดยประสานข้อมูลน้ำเพื่อแจ้งเตือนประชาชนอย่างถูกต้อง ทันเวลา สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำและช่วยเหลือประชาชน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง พร้อมติดตามการสำรวจความเสียหายและประสานการเยียวยาตามหลักเกณฑ์อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง