นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายกี ปาร์เมอแล็ง (H.E. Mr. Guy Parmelin) ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) พร้อมทั้งร่วมหารือข้อราชการเต็มคณะ โดยการเยือนครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องในโอกาสที่ไทยและสวิตเซอร์แลนด์ครบรอบ 95 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี ซึ่งจากการหารือทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างมิตรภาพที่มีมายาวนาน และผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. การค้าและการลงทุน สวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในยุโรปในปี 2568 และยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย – EFTA ซึ่งรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบความตกลงฯ แล้ว ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อไทยและสวิตเซอร์แลนด์ ในการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีปาร์เมอแล็งเดินทางเยือนประเทศไทยพร้อมคณะนักธุรกิจสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งย้ำว่าไทยพร้อมส่งเสริมการลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน
2. ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไทยและสวิตเซอร์แลนด์มีผลความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบความร่วมมือข้อ 6 ของความตกลงปารีส (Article 6 of the Paris Agreement) โดยโครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในกรุงเทพฯ (Bangkok E-Bus Programme) เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ ซึ่งได้นำรถโดยสารไฟฟ้ามาใช้แล้วประมาณ 2,000 คัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จากความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าว มูลนิธิ KliK (KliK Foundation) คาดว่าจะจัดซื้อคาร์บอนเครดิตมูลค่าประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากโครงการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการระดมเงินทุนสีเขียว สนับสนุนโครงการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ๆ และเร่งการเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
3. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า จุดแข็งของสวิตเซอร์แลนด์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมสอดคล้องกับเป้าหมายของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการนำผลงานนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
4. การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไทยให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญของสวิตเซอร์แลนด์ด้านการศึกษาและการฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา โดยเฉพาะระบบที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน อาทิ การปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผิดกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยผลักดันความสัมพันธ์ไทย-สวิตเซอร์แลนด์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และนำประเด็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และหวังว่าจะได้ร่วมกันสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ให้มีความเข้มแข็ง มีพลวัตและยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป และจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุน ส่งเสริมเทคโนโลยีสีเขียว และพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตามในโอกาสการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับประเทศต่างๆ เพื่อสานความร่วมมือ โดยการหารือกับนาง Friderica Widyasari Dewi ประธานคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งอินโดนีเซีย (Otoritas Jasa Keuangan: OJK) ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทั้งการเงิน การธนาคาร พลังงาน เกษตรกรรม และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงเทพดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียและมีส่วนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนากลไกทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและเกษตรกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน นายกรัฐมนตรีแสดงความหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซียมากขึ้น และยินดีต้อนรับนักลงทุนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น
ด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ อินโดนีเซียชื่นชมและขอบคุณประเทศไทยต่อความพยายามในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทยและชาวอินโดนีเซีย พร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในเรื่องนี้ต่อไป และเห็นว่าไทยสามารถมีบทบาทนำในอาเซียนในการจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่าไทยและอินโดนีเซียควรเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ บัญชีม้า และการฟอกเงิน โดยอาศัยการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและระบบเศรษฐกิจ
ขณะที่การหารือกับนายอะเลกเซย์ โอเวียร์ชุก (H.E. Mr. Alexei Overchuk) รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความยินดีในวาระสำคัญที่จะครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย ในปี 2570 และเห็นพ้องร่วมกันในการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุน ซึ่งยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก ด้วยเหตุนี้จึงมุ่งผลักดันการเจรจาความตกลง เขตการค้าเสรีไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) ให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว เพื่อสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ภาคธุรกิจ และประชาชนของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงทิศทางความร่วมมือในอนาคตในสาขาที่ไทยและรัสเซียมีความเชี่ยวชาญร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการเกษตร ความมั่นคง และพลังงาน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งฝ่ายรัสเซีย ย้ำถึงศักยภาพของรัสเซียในด้านเทคโนโลยีแบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs) และยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีดังกล่าวให้แก่ประเทศไทยในอนาคต
ส่วนการหารือกับนาย Ernesto Torres Cantú หัวหน้าฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ (Head of International) บริษัท Citigroup, Inc. ซึ่งผู้บริหาร Citigroup แสดงความยินดีกับประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ที่ได้รับเสียงชื่นชมในเชิงบวกจากหลายฝ่าย และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ สำหรับความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผ่านการจัดทำ MOU เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนนักลงทุนในเครือข่ายให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมนำเสนอศักยภาพของไทยผ่านกิจกรรม Roadshow ส่งเสริมความน่าสนใจของไทยในฐานะแหล่งลงทุน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนและดึงดูดนักลงทุนคุณภาพจากต่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงความเชื่อมั่นว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน รัฐบาลจึงมุ่งยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตระดับโลก และกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ เพื่อวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ยังมุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุนกับนานาประเทศ พร้อมใช้ศักยภาพของไทยในฐานะประตูสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงตลาดได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดย Citigroup แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนนักลงทุนที่มีคุณภาพให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนในภูมิภาค
สำหรับประเด็นการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) นายกรัฐมนตรี ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการเตรียมความพร้อมของไทยที่มีความคืบหน้าไปด้วยดี โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานด้านการเงิน การดำเนินธุรกิจ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ








