การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้ขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า องค์การระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินระดับโลก เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้เวทีการประชุม IMF–World Bank 2026 กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง ฝรั่งเศส อินเดีย บาห์เรน และปากีสถาน ครอบคลุมการเชื่อมโยงตลาดทุน การเพิ่มช่องทางระดมทุน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการขยายตลาดการค้าและการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ส่วนการหารือกับ ฮ่องกง มุ่งเพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนกับอาเซียน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI) และตลาดทุน เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering: IPO) โดยเฉพาะในสาขาการแพทย์และสุขภาพ เกษตรอัจฉริยะ และอาหาร นอกจากนี้ยังส่งเสริมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง (Dual Listing) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทยและฮ่องกง ช่วยเพิ่มช่องทางระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนระดับสากล ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจไทยมีเงินทุนสำหรับขยายกิจการ พัฒนานวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะที่การหารือกับฝรั่งเศส ให้ความสำคัญกับการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานนโยบายและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล สำหรับอินเดีย ทั้งสองฝ่ายหารือการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูลทางเลือก และ AI มาใช้ประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต โดยเฉพาะระบบ ARI Score ของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยที่มีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อจำกัดเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัลและการเชื่อมโยงบริการทางการเงินภายใต้กรอบ BIMSTEC และ BRICS ตลอดจนการขยายการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างเอเชียใต้กับอาเซียน ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ธุรกิจไทยและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้
ส่วนการหารือกับ บาห์เรน มุ่งพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล การเชื่อมโยงบริการทางการเงินข้ามพรมแดน และการป้องกันการฉ้อโกงทางการเงิน ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินอิสลามและตลาดทุน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงบริการทางการเงินและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยขยายธุรกิจสู่กลุ่มประเทศ คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่การหารือกับปากีสถาน ทั้งสองฝ่ายมุ่งขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร อาหารแปรรูป พลังงานสะอาด ฮาลาล และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสานต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–ปากีสถาน (FTA) และส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยความตกลง FTA ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดเอเชียใต้ และขยายเครือข่ายทางธุรกิจในระยะยาว จากการหารือจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนและนักลงทุนมากขึ้น SMEs มีช่องทางขอสินเชื่อที่เหมาะสมกับศักยภาพของธุรกิจ ขณะที่ภาคการผลิตและการส่งออกมีโอกาสขยายตลาด สร้างงาน สร้างรายได้และพัฒนาสินค้าให้แข่งขันได้ในตลาดโลก
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ Human Capital Project (HCP) ของธนาคารโลกอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกลำดับที่ 101 เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และทักษะที่จำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเน้นให้เทคโนโลยีและ AI สร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งความร่วมมือสำคัญคือการเปิดตัวโครงการขยายผลการพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับธนาคารโลก โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน ปรับบทบาทภาครัฐให้มุ่งจัดหาเงินทุน บริหารผลสัมฤทธิ์ และประกันคุณภาพ ขณะที่ธนาคารโลกสนับสนุนการดำเนินโครงการ และมหาวิทยาลัยราชภัฏทำหน้าที่พัฒนาครูและผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลเด็กให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันการพัฒนาทุนมนุษย์ในมิติอื่นๆ ได้แก่ การใช้ AI ลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การพัฒนาทักษะและการปรับทักษะแรงงานผ่านโครงการ Skill Bridge การนำ AI มาสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ตลอดจนการพัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และหลักสูตรระยะสั้นแบบ Micro-credentials เพื่อให้ประชาชนทุกวัยสามารถสะสมความรู้และพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกกระจายงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เด็กไทยมีโอกาสได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและบริการสุขภาพได้ทั่วถึงขึ้น แรงงานมีโอกาสเพิ่มทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงาน และลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสระหว่างพื้นที่
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ Blue Dot Network (BDN) ส่งเสริมความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นการยกระดับมาตรฐานโครงการให้มีความโปร่งใส ยั่งยืน และพร้อมสำหรับการลงทุน การหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะบุคลากร การระดมทุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน โดยสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศภายใต้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ความร่วมมือกับ OECD และ BDN จะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติสากลและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในไทยและภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ประเทศมีโอกาสได้รับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพมากขึ้น เกิดการพัฒนาระบบคมนาคม พลังงาน และดิจิทัลที่รองรับเศรษฐกิจอนาคต พร้อมเพิ่มโอกาสการจ้างงานและยกระดับมาตรฐานการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับสากล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเวทีหารือระดับสูงกับสหภาพยุโรปและผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมาใช้สนับสนุนนวัตกรรม การลงทุน และการเติบโตของธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการลดข้อจำกัดในการนำสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์มาใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เร่งวางรากฐานระบบการเงินที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐาน (IP Finance) ผ่านการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล ตั้งเป้าดำเนินการภายในปี 2571 พร้อมทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนากระบวนการพิจารณาสินเชื่อ ตลอดจนจัดทำโครงการนำร่อง IP Finance Sandbox Thailand เพื่อทดลองใช้แนวทางดังกล่าวร่วมกับ SMEs ผู้ประเมินมูลค่า และสถาบันการเงิน สำหรับระดับภูมิภาค
ไทยยังร่วมผลักดันแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน พ.ศ. 2569–2573 การพัฒนากรอบประเมินมูลค่า IP และแนวทางจัดหาเงินทุนโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาค้ำประกัน เพื่อให้เกิดมาตรฐานกลางที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงินและนักลงทุน ทั้งหมดนี้มุ่งให้ SMEs และธุรกิจนวัตกรรมมีโอกาสเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ให้เป็นแหล่งทุนสำหรับต่อยอดกิจการ ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ส่งเสริมการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลงานวิจัย ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมของไทย
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำของธนาคารโลก เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับการพยากรณ์อากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า โดยธนาคารโลกพร้อมสนับสนุนทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจบริบทของไทย เพื่อร่วมประเมินระบบและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งนี้แนวทางสำคัญประกอบด้วยการพัฒนาระบบแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time Dashboard) และการใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์และการตัดสินใจ รวมถึงการนำความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนในเมืองมาประกอบการวิเคราะห์สภาพอากาศ พร้อมจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานและการจำลองสถานการณ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่แต่ละระดับสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังหารือการประเมินพื้นที่กักเก็บน้ำที่เหมาะสม โดยพิจารณาปริมาณฝน ภูมิประเทศ แม่น้ำ และพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงน้ำมากไว้ใช้ในช่วงภัยแล้ง โดยเน้นแหล่งน้ำขนาดเล็กและการมีส่วนร่วมของชุมชน ในขณะที่ธนาคารโลกกำลังศึกษาความต้องการพลังงานของ Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกรณีศึกษา เพื่อการวางแผนรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสได้รับข้อมูลเตือนภัยที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น หน่วยงานสามารถวางแผนรับมือน้ำท่วมและภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล








