ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านนโยบายที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้การนำของนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือกับหน่วยงานภาคี เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดนครสวรรค์ 2 เพื่อขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย” มุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานสะอาดมาพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว และเพิ่มโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เข้าถึงบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการดำรงชีวิต การพัฒนาบ้านประหยัดพลังงานจึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน เพราะบ้านที่ดีไม่ควรมีเพียงราคาที่เข้าถึงได้ แต่ต้องช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีโอกาสลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วย
บ้านสีเขียวต้องไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ควรเป็นทางเลือกเฉพาะของคนที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้น รัฐบาลต้องการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการลดภาระค่าครองชีพไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่รวมถึงการลดต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายในทุก ๆ เดือนด้วย บ้านประหยัดพลังงานจึงเป็นอีกแนวทางที่สามารถช่วยทั้งเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
สำหรับโครงการดังกล่าว มีการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) โดยได้รับเงินให้เปล่าจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ผ่าน UNEP จำนวน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 102.86 ล้านบาท ภายใต้กรอบมูลค่าโครงการรวมประมาณ 1,050 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินสนับสนุนและเงินสมทบจากภาคีที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เห็นชอบร่างบันทึกความตกลงโครงการฯ และอนุมัติให้การเคหะแห่งชาติลงนามร่วมกับ UNEP และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
สำหรับพื้นที่ต้นแบบที่นำเสนอในการขับเคลื่อนความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดนครสวรรค์ 2 ตำบลวัดไทร อำเภอเมืองนครสวรรค์ ประกอบด้วยอาคารพักอาศัยสูง 4 ชั้น จำนวน 7 อาคาร รวม 341 หน่วย ขนาดห้องพักประมาณ 28 ตารางเมตร โดยมีแนวทางติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร หรือโซลาร์เซลล์ เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้ระบบแสงสว่างพื้นที่ส่วนกลาง ระบบปั๊มน้ำ และระบบบำบัดน้ำเสีย ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลักและลดต้นทุนพลังงานส่วนกลางในระยะยาว พร้อมเป็นต้นแบบการนำพลังงานสะอาดมาใช้กับอาคารที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนทั่วไป
ทั้งนี้ ในภาพรวมการเคหะแห่งชาติมีแผนนำร่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและวัสดุประหยัดพลังงานในโครงการอาคารเช่ารวม 7 โครงการ จำนวน 1,373 หน่วย โดยครอบคลุมแนวทางการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การใช้วัสดุก่อสร้างที่ช่วยลดความร้อนเข้าสู่อาคาร และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อศึกษาและประเมินผลก่อนนำองค์ความรู้ไปต่อยอดกับโครงการที่อยู่อาศัยอื่น ๆ ในอนาคต
นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายพัฒนามาตรฐานบ้านประหยัดพลังงานสำหรับบ้านแนวราบ ส่งเสริมมาตรฐานและฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รวมถึงศึกษากลไกทางการเงินและสินเชื่อที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงบ้านประหยัดพลังงาน ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านการออกแบบและก่อสร้างอาคารสีเขียว เพื่อสร้างความพร้อมให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนสามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ได้จริง
ในด้านสิ่งแวดล้อม ตามเอกสารประเมินโครงการของ GEF มีการคาดการณ์ผลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงสะสมประมาณ 163,516 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในช่วงปี พ.ศ. 2564–2588 ซึ่งเป็นผลที่คาดว่าจะเกิดจากมาตรการและการขยายผลของโครงการในภาพรวมระยะยาว ไม่ใช่ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่นครสวรรค์ 341 หน่วยเพียงแห่งเดียว ทั้งนี้ การดำเนินโครงการจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนของประเทศไทย
รัฐบาลมุ่งผลักดันให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานเป็นนโยบายที่สร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้จริง ทั้งในด้านการลดต้นทุนพลังงาน การยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัย และการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือกับหน่วยงานระดับนานาชาติและภาคีในประเทศครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาต้นแบบที่สามารถขยายผลได้ในวงกว้าง
รัฐบาลต้องการเห็นบ้านประหยัดพลังงานเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยทางเลือก แต่เป็นมาตรฐานใหม่ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เพราะการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีภาระค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีได้อย่างมั่นคง การลงทุนในบ้านสีเขียววันนี้ จึงเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว








