นายกฯ เร่ง “ปราบนอมินี” ตรวจสอบที่ดินกลุ่มเสี่ยง-บังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ ปิดช่องนอมินีรายใหม่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดปฏิบัติการ “ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ” ซึ่งจัดโดยกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าพนักงานที่ดินเข้าร่วม นายกรัฐมนตรี ย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการปราบปรามการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยมิชอบเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายไทย โดยที่ดินเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ การถือครองและใช้ประโยชน์ต้องถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และไม่เปิดช่องให้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร ความมั่นคงของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และเครือข่ายนอมินี พร้อมชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมบูรณาการการทำงานจนเกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ที่ผ่านมา กรมที่ดินได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการตรวจสอบนอมินีระดับจังหวัด
พบการถือครองที่ดินโดยนอมินีหรือเข้าข่ายถือครองแทนคนต่างด้าว จำนวน 1,397 ราย รวม 2,360 แปลง เนื้อที่ 5,467 ไร่ คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันประมาณ 14,010 ล้านบาท และได้เร่งบังคับจำหน่ายที่ดินในกรณีที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรวจสอบต้องไม่จำกัดเฉพาะข้อมูลผู้ถือครองที่ดินหรือผู้ถือหุ้นตามทะเบียน แต่ต้องครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจควบคุม ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง เส้นทางการเงิน ทรัพย์สิน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิดและขยายผลถึงเครือข่ายตามกฎหมาย ขณะเดียวกันประเทศไทยยินดีต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศที่สุจริต โปร่งใส และปฏิบัติตามกฎหมายไทย รวมถึงการถือครองหรือใช้สิทธิในที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลัก “จริงจังกับผู้กระทำผิด และเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติที่ถูกต้อง” อย่างไรก็ตามความสำเร็จของปฏิบัติการ LAND ACTION ไม่ได้วัดเพียงจำนวนกรณีที่ตรวจพบ แต่ต้องทำให้แต่ละกรณีได้ข้อยุติและบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลอย่างแท้จริง ภารกิจนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น แหล่งเงินทุน การถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนเส้นทางการเงินและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งกรมที่ดินต้องดำเนินการเรื่องการถือครองและการจำหน่ายที่ดินตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมประสานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานทันทีเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ 3 ประการ ดังนี้

1. เร่งตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้ได้ข้อยุติเป็นรายกรณี ให้กรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดจัดลำดับความสำคัญของกรณีที่ต้องตรวจสอบ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนดำเนินงาน และกรอบเวลาให้ชัดเจน หากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินีหรือความผิดอื่น ให้ส่งต่อและขยายผลไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจโดยไม่ชักช้า โดยต้องตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

2. บังคับจำหน่ายที่ดินและติดตามผลอย่างจริงจัง กรณีตรวจสอบพบการถือครองที่ดินโดยมิชอบ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบการรับโอนและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเปลี่ยนตัวนอมินีจากรายหนึ่งไปสู่อีกรายหนึ่ง โดยที่ปัญหายังคงอยู่เช่นเดิม

3. ปิดช่องนอมินีรายใหม่และวางระบบป้องกันในระยะยาว ให้ทุกหน่วยงานนำข้อค้นพบจากการปฏิบัติการครั้งนี้ไปปรับปรุงระบบเฝ้าระวังก่อนและหลังการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและพฤติการณ์ที่อาจนำไปสู่การถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ควบคู่กับการสื่อสารหลักเกณฑ์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าใจ การเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสที่เข้าถึงได้ และการเผยแพร่ผลการดำเนินงานในภาพรวมอย่างสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้เกี่ยวข้องและไม่เปิดเผยข้อมูลที่กระทบต่อคดี

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลมุ่งมั่นดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชน และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตและเคารพกฎหมาย ตามแนวทาง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”

ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ ครั้งที่ 2 / 2569 ภายใต้คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้ หรือรับสินบน การทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูล และพัฒนารูปแบบการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล โดยเฉพาะในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติอนุญาต พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทาง ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนงานของภาครัฐต่อ คตท. ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามมติที่ประชุมครั้งที่ผ่านมาโดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ
การยกระดับกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมเพื่อผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ตลอดจนการพัฒนาระบบการให้บริการภาครัฐสู่รูปแบบดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใสในการให้บริการประชาชน

นายภราดร กล่าวว่า ที่ประชุมให้ความสนใจกรณีที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจจับสถานบันเทิงหลายแห่ง ล่าสุดที่จังหวัดระยอง ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ซ้ำเดิมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ที่ประชุมจึงมีมติมอบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. และกรุงเทพมหานคร หารือแนวทาง โดยเบื้องต้นจะต้องดูช่องโหว่ทางกฎหมาย ว่ามีส่วนใดที่ทำให้เกิดการเรียกรับสินบน จากนั้น ทั้ง 3 หน่วยงานจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา โดยจะเริ่มที่ถนนข้าวสารเป็นแซนด์บ็อกซ์ สำหรับกรณีที่สถานบันเทิงที่ถูกจับล่าสุดและได้พาดพิงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องในการรับสินบน จะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา ซึ่งได้กำชับกับ ป.ป.ท.ให้ใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ในการสอบสวนการกระทำผิด เพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุดย้ำว่า คตท.จะดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มงวดที่สุด

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาต รวมถึงการพัฒนาระบบงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งยังได้พิจารณากระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความเสี่ยงสูงตามกรอบการดำเนินโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส เพื่อวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมกำหนดแนวทางและมาตรการเชิงป้องกันที่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนงาน ลดช่องว่างในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐมีระบบการดำเนินงานที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง