นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการขาดแคลนนักสังคมสงเคราะห์ของประเทศ ของนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย ภายใต้นโยบาย พม. 8 ด้าน “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” ซึ่งการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยการทำงานอย่างบูรณาการและมีความเป็นมืออาชีพ และนักสังคมสงเคราะห์ เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานดังกล่าว ทั้งการป้องกันปัญหา การคุ้มครองทางสังคม รวมถึงการจัดสวัสดิการที่เหมาะสม โดยปกตินักสังคมสงเคราะห์ ทำงานอยู่หลายกระทรวง ไม่เฉพาะกระทรวง พม. เท่านั้น
ปัจจุบัน กระทรวง พม. มีนักสังคมสงเคราะห์ จำนวนทั้งสิ้น 1,130 อัตรา เป็นข้าราชการ 560 อัตรา และเป็นพนักงานราชการ 570 อัตรา ในขณะที่ เมื่อเทียบกับข้อมูลกลุ่มครัวเรือนเปราะบางทางสังคม ซึ่งปรากฏอยู่ในระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ MSO-Logbook ของกระทรวง พม. จำนวน 1,139,099 ครัวเรือน (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2569) ทำให้นักสังคมสงเคราะห์เฉพาะตำแหน่งข้าราชการจะดูแลกลุ่มเป้าหมาย ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3,797 ครัวเรือน และหากรวมกับนักสังคมสงเคราะห์ที่เป็นพนักงานราชการ จะดูแลกลุ่มเป้าหมายในอัตราส่วนอยู่ที่ 1 ต่อ 1,008 ครัวเรือน ทั้งนี้ อัตรากำลังของตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์ มีการจัดสรรตาม พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งมีการจัดแบ่งตามขนาดพื้นที่จังหวัด จำนวนกลุ่มเป้าหมาย และสภาพปัญหาสังคม ในขณะนั้น
นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ได้ขอเพิ่มอัตรากำลัง (พนักงานราชการ) ตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์ มาโดยตลอด (6 รอบ) และ ในรอบที่ 5 ได้รับจัดสรรเพิ่มเติม จำนวน 44 อัตรา และ รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ 2568-2571) ได้รับกรอบอัตราเท่าเดิม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ของกระทรวง พม. และการรักษากำลังคนคุณภาพให้อยู่ในองค์กรต่อไป กระทรวง พม. จึงได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา 5 ประเด็น ได้แก่ 1) โดยจัดทำข้อมูลกำลังคนให้ชัดเจน ทั้งจำนวนผู้ปฏิบัติงาน ตำแหน่งว่าง รูปแบบการจ้าง และภาระงานในแต่ละพื้นที่ โดยพิจารณาความซับซ้อนของกรณีควบคู่กับจำนวนผู้รับบริการ เพื่อจัดลำดับพื้นที่ที่จำเป็นต้องเสริมกำลังอย่างเร่งด่วน และใช้เป็นฐานเสนอแผนอัตรากำลังต่อไป 2) ดูแลความมั่นคง ค่าตอบแทน และความก้าวหน้า โดยให้ความสำคัญของการมีเส้นทางความก้าวหน้าที่สอดคล้องกับความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความรับผิดชอบ รวมถึงการทบทวนสภาพการจ้างและค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม เตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3) ศึกษาแนวทางการลดภาระงาน เพื่อให้มีเวลาดูแลประชาชนมากขึ้น โดยต้องทบทวนงานเอกสารและการรายงานที่ซ้ำซ้อน พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยให้รับเรื่อง ส่งต่อ และติดตามการช่วยเหลือได้ต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมจัดระบบสนับสนุนด้านธุรการ เพื่อให้นักสังคมสงเคราะห์ใช้เวลากับงานวิชาชีพได้เต็มที่ 4) ดูแลมาตรฐานวิชาชีพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน โดยควรมีระบบให้คำปรึกษาจากผู้มีประสบการณ์ การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และการสนับสนุนการเข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงจัดทีมร่วมลงพื้นที่ในกรณีเสี่ยง และมีระบบดูแลสภาพจิตใจของบุคลากรที่ต้องเผชิญเหตุรุนแรงหรือปัญหาซับซ้อนเป็นประจำ และ 5) สร้างเครือข่ายให้ประชาชนเข้าถึงบริการในพื้นที่ โดยต้องทำงานร่วมกับสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ สถาบันการศึกษา หน่วยงานสาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อวางแผนผลิต พัฒนา และเชื่อมโยงบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการอาสาสมัครและเครือข่ายชุมชนสามารถช่วยค้นหา แจ้งเหตุและประสานความช่วยเหลือ ส่วนงานที่ต้องใช้การประเมินและตัดสินใจทางวิชาชีพ ต้องมีนักวิชาชีพรับผิดชอบอย่างเหมาะสม








