ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสทิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานประกันสังคม พัฒนาระบบบริการตรวจรักษาจิตเวชทางไกล (Telepsychiatry) มุ่งให้ นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาเข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตได้ตั้งแต่ระยะแรก พร้อมเสริมกลไกป้องกันความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่เหตุรุนแรงในสถานศึกษา
ความร่วมมือดังกล่าว ต่อยอดจากการหารือระหว่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. พร้อมผู้แทนสำนักงานประกันสังคม เพื่อประสานระบบบริการสุขภาพจิตและสิทธิการรักษาของแต่ละหน่วยงานให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น
เบื้องต้น เตรียมนำร่องจัดตั้ง “ห้องสุขภาพจิตอิเล็กทรอนิกส์” ในโรงเรียน 100 แห่ง โดยมีโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เริ่มดำเนินการแล้ว ใช้ระบบ Telepsychiatry เชื่อมต่อนักจิตวิทยาและจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการ ให้คำปรึกษา และดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรที่ต้องการความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ เพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้สะดวกยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน จะพัฒนาทักษะครู ให้สังเกตสัญญาณเตือนและคัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ครอบคลุมทั้งกลุ่มสีเขียวและสีเหลือง เพื่อให้สามารถดูแลเบื้องต้นและประสานความช่วยเหลือได้เหมาะสม หากพบผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง จะมีระบบส่งต่อ (Referral System) ที่ สปสช. และกระทรวงสาธารณสุขร่วมวางแนวทางไว้ เพื่อให้เข้าถึงบริการที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็ว
อีกกลไกสำคัญคือการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและระบบประกันสังคม เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการของนักเรียน นักศึกษา รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้ประกันตน ช่วยให้การดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การคัดกรองและให้คำปรึกษา ไปจนถึงการรักษาตามความจำเป็น
ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานภาคีเครือข่าย เตรียมเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตในสถานศึกษาและส่งเสริมให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองกล้าขอความช่วยเหลือเมื่อพบปัญหา
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสทิ์ กล่าวว่า การดูแลสุขภาพจิตในสถานศึกษาไม่ใช่เพียงการคัดกรองเมื่อพบความผิดปกติ แต่ต้องมีระบบรองรับตั้งแต่การสังเกตสัญญาณเตือน การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการส่งต่อเพื่อรักษา การพัฒนาห้องสุขภาพจิตอิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ก่อนที่ปัญหาจะส่งผลกระทบต่อการเรียน การทำงานและความปลอดภัยในสถานศึกษา








