นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการขยายพันธมิตรการค้าและการลงทุน การสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยบนเวทีโลก และการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงภารกิจว่า นอกจากการประชุมและการลงพื้นที่แล้ว ยังมีการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาความร่วมมือกับผู้นำทั่วโลก สร้างพันธมิตร ขยายการค้า และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งการเป็นคู่ค้า การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม และการเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร โดยต้องการให้ประเทศคู่ค้ามองไทยเป็นพันธมิตร ไม่ใช่เพียงผู้ขายสินค้า การพบปะผู้นำประเทศต่างๆ จึงเป็นโอกาสนำเสนอศักยภาพของไทย และแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ทั้งด้านการค้า การลงทุน และโอกาสใหม่ๆ
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อวิจารณ์ ว่าการเดินทางไปต่างประเทศของรัฐบาลเป็นการท่องเที่ยวว่า การเดินทางในนามรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน โดยเฉพาะการพบผู้นำประเทศ ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมและดำเนินงานล่วงหน้า ก่อนผลักดันข้อตกลงหรือความร่วมมือในขั้นสุดท้าย การเดินทางแต่ละครั้งจึงมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่การเดินทางไปเพื่อลุ้นว่าจะเจรจาสำเร็จหรือไม่ แต่เป็นการผลักดันการเจรจาไปสู่ข้อสรุป เพื่อนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและความร่วมมือที่ต่อยอดได้ในอนาคต ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการเดินทางไปต่างประเทศและการทำงานของทีมไทยแลนด์จะช่วยให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักและได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ว่า มีผู้เข้าร่วมจากกว่า 190 ประเทศ ทั้งผู้นำรัฐบาล ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพต้องผ่านการพิจารณาหลายด้าน ทั้งความเหมาะสม ความปลอดภัย มาตรฐานสถานที่ และความสะดวกในการรองรับผู้เข้าร่วมประชุม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ได้เริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม ทั้งงบประมาณ การอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย สถานที่ประชุม อาหาร และแผนรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยมองว่าการประชุมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเห็นศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย ทั้งมาตรฐานการจัดงาน ความสะดวกในการเดินทาง และความสามารถในการรองรับการประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นผลจากความสามารถและการทำงานของคนไทย
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การจัดประชุมระดับโลกยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ MICE ซึ่งมีสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ดูแล หากประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น ก็มีโอกาสดึงดูดการประชุมขององค์กรธุรกิจ สมาคม และองค์การระหว่างประเทศให้เข้ามาจัดงานในประเทศเพิ่มเติม
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศที่เข้าร่วมประชุมกว่า 190 ประเทศ มากกว่าครึ่งมีธุรกรรม การลงทุน หรือการขยายกิจการอยู่ในประเทศไทยแล้ว พร้อมกล่าวถึงตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปีจนถึงเดือนมิถุนายนว่า มีมูลค่าสูงกว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 ขณะที่การส่งออกของประเทศไทยขยายตัวเกือบร้อยละ 25 และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบรายเดือน โดยอยู่ในระดับสูงสุดในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้หารือกับภาคเอกชนตั้งแต่ช่วงต้น เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเพิ่มยอดขาย การดึงดูดนักลงทุน และการขยายโอกาสทางธุรกิจ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจเพื่อพิจารณาและกลั่นกรองปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงลดขั้นตอน ระยะเวลา และกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การดำเนินธุรกิจและการลงทุนคล่องตัวขึ้น โดยมุ่งเพิ่มยอดขายและการลงทุน สร้างการจ้างงาน และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ








