นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการคมนาคมขนส่ง ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค สำหรับในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ทช. มีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง
โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปากพนัง อำเภอปากพนัง การก่อสร้างเดินหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 91 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้างราวสะพาน แผ่นปิดฐานราก และก่อสร้างถนนต่อเชื่อมโครงการบางส่วน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้ประชาชนสัญจรได้ในปี 2569
ที่ผ่านมาประชาชนชาวตำบลบางศาลา และตำบลปากแพรก ได้รับความเดือดร้อนจากการเดินทางระหว่างตำบลมายาวนานกว่าทศวรรษ พื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ 2,000 ครัวเรือน หรือราว 4,000 คน ที่ต้องเดินทางอ้อมเป็นระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร ส่งผลกระทบทั้งเรื่องเวลาของการเดินทาง การใช้พลังงาน และการขนส่งที่เป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ใช้ทางทั้งสองตำบลสามารถสัญจรได้อย่างสะดวกรวดเร็วปลอดภัยทันเวลา อาทิ การไปติดต่อหน่วยงานราชการ ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลปากแพรก องค์การบริหารส่วนตำบลบางศาลา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านมะขามเรียง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านบางศาลา รวมไปถึงช่วยส่งเสริมการขนส่งสินค้าทางการเกษตรและสินค้าทางการประมงของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทช. จึงได้ดำเนินการก่อสร้างสะพานดังกล่าวเชื่อมระหว่างตำบลบางศาลา และตำบลปากแพรก ก่อสร้างเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาว 270 เมตร กว้าง 9 เมตร พร้อมก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กต่อเชื่อมสะพานขนาด 2 ช่องจราจร กว้าง 6 เมตร ยาว 1,495 เมตร รวมระยะทาง 1,765 เมตร นอกจากนี้ ยังมีงานติดตั้งป้ายจราจรเครื่องหมายอำนวยความปลอดภัยและระบบไฟฟ้าแสงสว่างให้แก่ผู้ใช้เส้นทาง ใช้งบประมาณ 158.060 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 จะมีการจัดประชุมการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ครั้งที่ 3 เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าของโครงการในภาพรวม พร้อมขอบคุณประชาชนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการอุทิศที่ดินเพื่อก่อสร้างสะพานแห่งนี้อีกด้วย สำหรับสะพานแห่งนี้ ประชาชนทั้งสองตำบลได้มีมติร่วมกันในการตั้งชื่อสะพานว่า “สะพานปากแพรก – บางศาลา” ซึ่งมีที่มาจากชื่อของทั้งสองตำบลร่วมกัน ให้เป็นสัญลักษณ์ไว้ว่าทั้งสองตำบลได้เชื่อมโยงโครงข่ายทั้งสองฝั่งน้ำเข้าด้วยกันเรียบร้อยแล้ว เป็นการนำความเจริญไปสู่ชุมชนและเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป








