มท.4 “วรศิษฎ์” นำทีมเปิดปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อทิพย์” เพิกถอนสัญชาติ ย้ำเดินหน้ากวาดล้างขบวนการสวมสิทธิ์ ยกระดับตรวจ DNA สกัดทุจริตทางทะเบียน พร้อมขอความร่วมมือคนไทยอย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนที่ทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ

วันนี้ (27 ต.ค. 69) เวลา 14.30 น. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการเปิดปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อทิพย์” ปราบปรามเครือข่ายทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ กรณีจ้างชายไทยแอบอ้างเป็นบิดา (พ่อทิพย์) เพื่อให้บุตรคนต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสุภณ สยามบุญนัญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ DOPA N.I.C.E. พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย 8 หน่วยงาน เข้าร่วมในครั้งนี้

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า สำหรับปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อทิพย์” ปราบปรามเครือข่ายทุจริตทางทะเบียนราษฎร เป็นผลมาจากการสืบสวนขยายผลปราบปรามขบวนการจ้างคนไทยสวมสิทธิ์เป็นบิดา (พ่อทิพย์) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเคยจับกุมผู้กระทำผิดไปแล้ว 37 ราย และเพิกถอนรายการแจ้งเกิดเท็จ 21 รายการ จนกระทั่งตรวจสอบพบรายการต้องสงสัยที่มีหลักฐานยืนยันการกระทำผิดเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 50 รายการ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำไปสู่การบูรณาการร่วมกันของชุดปฏิบัติการ 8 หน่วยงาน เข้าปิดล้อมจับกุมตามหมายจับที่ศาลอนุมัติ 46 หมาย ซึ่งขณะนี้จับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 24 ราย ประกอบด้วย พ่อทิพย์สัญชาติไทย 10 ราย บิดาต่างด้าว 2 ราย มารดาต่างด้าว 7 ราย และบุตรต่างด้าวอายุ 18 ปีขึ้นไป 3 ราย พร้อมทั้งประสานกรุงเทพมหานครให้เร่งรัดเพิกถอนสูติบัตรที่ได้มาโดยมิชอบให้ครบทั้ง 50 รายการ ในพื้นที่ 8 สำนักทะเบียนเขต เพื่อกวาดล้างปัญหาการสวมสิทธิ์ทางทะเบียนราษฎรที่ตกค้างมายาวนาน 10–20 ปี ให้หมดไป

“สำหรับประเด็นที่น่าสนใจในกรณีเหล่านี้พบว่ามีหลายบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมายและกำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งในส่วนนี้เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเด็กไม่ได้มีสัญชาติไทยจริง ขั้นตอนแรกจะต้องดำเนินการเพิกถอนสถานะทางทะเบียนราษฎรและปฏิบัติตามสัญชาติดั้งเดิมของบิดามารดา อย่างไรก็ดี กรณีเหล่านี้ตนขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นการตัดสิทธิไม่ให้คนกลุ่มนี้อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยเด็กยังคงอยู่อาศัย เรียนหนังสือ หรือทำงานได้ตามกฎหมายไทยในอีกสถานะหนึ่งเพียงแค่จะไม่มีสัญชาติไทย แต่ถ้าหากในอนาคตมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ มีสัมมาชีพ มีที่อยู่ถูกต้อง หรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ก็สามารถยื่นขอสัญชาติตามช่องทางกฎหมายได้ ขณะเดียวกันในกลุ่มเด็กเล็กที่ไม่บรรลุนิติภาวะ ก็ได้ประสานกรมกิจการเด็กและเยาวชนเข้ามาสนับสนุนดูแลเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นประเด็นละเอียดอ่อนด้วย”

“ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นเพียงเฟสแรกเท่านั้น เจ้าหน้าที่ยังคงต้องใช้เวลาลงพื้นที่สืบสวนขยายผลต่อในกรณีอื่น ๆ เนื่องจากระบบทะเบียนราษฎรในปัจจุบันสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด ต่อให้เวลาผ่านไปจนเติบโตจนอายุ 27 ปี ก็หนีไม่พ้น จึงขอเน้นย้ำและขอร้องว่าอย่าทำเลยครับ เพราะทั้งกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายให้อยู่แล้ว หากใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง ระบบจะตรวจพบและต้องถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน”

จากการจับกุมในครั้งนี้เราจะพบว่าปัญหาการสวมสิทธิ์และการได้สัญชาติมาโดยมิชอบด้วยกฎหมายถือเป็นเรื่องที่ต้องขยายผลอีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจากการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจึงได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนระเบียบต่าง ๆ เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายอย่างรัดกุม เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จะต้องมีการกำหนดให้เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะเดินทางออกนอกประเทศต้องมีใบรับรองจากบิดามารดา ซึ่งนำไปสู่การจับกุมเคสพ่อทิพย์ที่ผ่านมา ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขต้องมีการกำหนดให้บิดามารดาโดยตรงเท่านั้นที่เป็นผู้ไปแจ้งเกิดต่อนายทะเบียน โดยไม่อนุญาตให้มีการมอบอำนาจอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ผลักดันข้อกฎหมายให้มีการตรวจ DNA ในทุกกรณีที่มารดาเป็นคนต่างด้าวและแจ้งมีบิดาเป็นคนไทย เพื่อใช้ผลทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำมาตัดโอกาสผิดพลาดและตัดการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ได้อย่างเด็ดขาด

นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุด จะเห็นว่าทุกเคสที่เกิดขึ้นล้วนมีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง ในฐานะที่เราเป็นคนไทยและเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล หากคนไทยไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ไปรับจดทะเบียน หรือไม่ไปสวมสิทธิ์อ้างข้อมูลอันเป็นเท็จ ปัญหาเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ฉะนั้นจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนอย่าได้เห็นแก่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะสร้างปัญหาใหญ่หลวงตามมาและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในอนาคต ท้ายนี้ตนยังขอยืนยันว่าประเทศไทยและรัฐบาลมีความยินดีและพร้อมต้อนรับพี่น้องที่เดินทางมาจากต่างประเทศทุกท่าน ตราบใดที่เข้ามาในประเทศไทยด้วยความสุจริต ถูกต้อง และเคารพกฎหมายไทย แต่หากเข้ามาแล้วสร้างปัญหา หรือไม่เคารพกฎหมาย ไม่ว่าจะถือสัญชาติใดหรือมาจากประเทศไหน จะต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่มีข้อยกเว้นอย่างแน่นอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง