ประเทศไทย เดินหน้าเตรียมความพร้อมรับมือกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป EUDR เตรียมใช้แพลตฟอร์มกลาง เชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรและตรวจสอบย้อนกลับ และพัฒนาทักษะเกษตรกรไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) ได้รับทราบความคืบหน้ากลไกระดับชาติและโครงการนำร่องในช่วงปีที่ผ่านมาที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะของเกษตรกรชาวสวนยางพารารายย่อยให้สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ EUDR ได้ ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดหนองคาย และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสหภาพยุโรป จำนวน 1 ล้านยูโร

ในส่วนของวาระเพื่อพิจารณา ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR)” โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่จัดทำแผนงาน มาตรการ และประสานการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอย่างบูรณาการ ขณะที่การแก้ไขปัญหาด้านการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้แพลตฟอร์ม “National EUDR Single Window (NESW)” ที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) และเตรียมส่งมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) ดูแลต่อ เป็นแพลตฟอร์มกลางในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและเชื่อมโยงข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ และมีความสอดคล้องกับข้อกำหนดของ EUDR รองรับสินค้าเกษตรทั้ง 7 รายการ โดยสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้เห็นห่วงโซ่การควบคุมสินค้า (Chain of Custody) อย่างชัดเจนว่าสินค้ามาจากแหล่งผลิตใดและมีการบุกรุกพื้นที่ป่าหรือไม่ นอกจากนี้สหภาพยุโรปได้แจ้งขอให้ประเทศคู่ค้ากำหนดหน่วยงานประสานงานหลัก (Focal Point) เพื่อทำหน้าที่ส่งข้อมูลด้านกฎหมายสำหรับใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในกระบวนการตรวจสอบของ EU เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติสำหรับการรับรอง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ คลังข้อมูลกฎหมายของประเทศผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องกับ EUDR ซึ่งปัจจุบันฝ่ายไทยได้รวบรวมไว้แล้ว 50 ฉบับ และคลังข้อมูลสำหรับระบบการรับรองมาตรฐาน ซึ่งที่ประชุมจะประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้นำเรื่องกลับไปหารือภายเพื่อพิจารณาว่า สามารถรับหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ด้านข้อมูลกฎหมายนี้ได้หรือไม่ โดยขอให้แจ้งผลการพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบในการผลิต จำหน่าย และส่งออกสินค้า EUDR ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งรวมถึงการเตรียมความพร้อมโครงการความร่วมมือระยะที่ 2 (Thai smallholder project phase 2) ร่วมกับสหภาพยุโรปและสถาบันป่าไม้ยุโรป (EFI) เพื่อขยายผลไปสู่สินค้าไม้ยางพารา กาแฟ และปาล์มน้ำมัน ภายใต้งบสนับสนุนจาก EU ประมาณ 1.5–2 ล้านยูโร พร้อมทั้งได้กำหนดนัดประชุมคณะกรรมการระดับชาติฯ EUDR ครั้งถัดไป ในช่วงเดือนธันวาคม เพื่อให้คณะอนุกรรมการฯ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งมีเวลาขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ได้ทันการณ์ ก่อนถึงกำหนดการบังคับใช้กฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรปสำหรับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางในวันที่ 31 ธันวาคมนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง