กรมการแพทย์ สถาบันโรคทรวงอก เตือนภัย “ภาวะแทรกซ้อนจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย” ชี้หากมาโรงพยาบาลช้า หลอดเลือดอุดตันลุกลามเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจฉีกขาดเฉียบพลันและเสียชีวิตสูง

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตันเฉียบพลันยังคงเป็นภัยเงียบที่น่ากลัว โดยหนึ่งในภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือภาวะ “หัวใจเปื่อย” ซึ่งแม้อาจจะไม่ใช่ชื่อโรคทางการแพทย์โดยตรง แต่เป็นคำเปรียบเทียบเพื่อให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนถึงสภาพภาวะดังกล่าวว่า ส่วนใหญ่เริ่มมาจาก “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบไขมันบริเวณผนังหลอดเลือดมาเป็นเวลานานหลายปี  เมื่อถึงจุดหนึ่ง คราบไขมันเหล่านี้เกิดการปริแตก ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างลิ่มเลือดขึ้นมาเพื่อปิดรอยแตกนั้น ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการอุดตันอย่างเฉียบพลันทันที เมื่อหลอดเลือดอุดตัน เลือดและออกซิเจนจึงไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนนั้นได้ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเริ่มขาดออกซิเจนและเริ่มตายลงในที่สุด หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาเพื่อเปิดหลอดเลือดอย่างทันท่วงที การตายของกล้ามเนื้อหัวใจจะยิ่งลุกลามขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างภาวะหัวใจฉีกขาดภายใน 24 ชั่วโมง ถึง 2 สัปดาห์แรก

นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่เดินทางมาโรงพยาบาลช้า หรือไม่ได้รับการรักษาเพื่อเปิดหลอดเลือดอย่างทันท่วงที มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่าง “ภาวะหัวใจฉีกขาด” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วันแรก ไปจนถึง 2 สัปดาห์หลังเกิดอาการ โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบสำคัญ ดังนี้ 1.ผนังกั้นห้องหัวใจทะลุ ส่งผลให้เลือดจากหัวใจห้องล่างซ้ายรั่วไหลไปยังห้องล่างขวา หัวใจทำงานหนักขึ้นทันที จนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและความดันโลหิตต่ำ 2.ผนังหัวใจด้านนอกแตก เลือดออกจากหัวใจเข้าสู่ถุงหุ้มหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตต่ำ หากมีเลือดออกปริมาณมาก เกิดภาวะกดเบียดหัวใจจนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ หรือเสียเลือดมากจนนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว 3.กล้ามเนื้อยึดลิ้นหัวใจขาด ทำให้ลิ้นหัวใจรั่วอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว น้ำท่วมปอด และมีอาการหอบเหนื่อยอย่างรุนแรง

เน้นย้ำถึงแนวทางการรักษาและการรับมือว่า หลักสำคัญคือ “ยิ่งเร็ว ยิ่งรักษากล้ามเนื้อหัวใจไว้ได้มาก” เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจภายใน 10 นาที หากพบการอุดตันจะเร่งเปิดหลอดเลือดด้วยการสวนหัวใจ ขยายด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด หรือให้ยาละลายลิ่มเลือดโดยเร็วที่สุด

แพทย์หญิงอัญชิสา กิตติศาสตรา ศัลยแพทย์หัวใจสถาบันโรคทรวงอก กรณีที่เกิดภาวะหัวใจฉีกขาดแล้ว  การผ่าตัดซ่อมแซมถือเป็นทางรอดเดียว เป็นการผ่าตัดที่มีความยาก ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากศัลยแพทย์ต้องเย็บซ่อมบนกล้ามเนื้อหัวใจที่เปื่อยยุ่ย ต้องใช้แผ่นวัสดุปิดรอยรั่ว ผู้ป่วยหลายรายมีภาวะช็อกตั้งแต่ก่อนผ่าตัด จึงต้องใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจ เช่น บอลลูนพยุงหัวใจ (IABP) หรือเครื่องพยุงหัวใจและปอดภายนอกร่างกาย (ECMO) เพื่อประคับประคองระหว่างรอผ่าตัดและหลังผ่าตัด การดูแลต้องอาศัยทีมสหสาขา ได้แก่ ศัลยแพทย์หัวใจ อายุรแพทย์โรคหัวใจ วิสัญญีแพทย์ ทีมดูแลผู้ป่วยวิกฤต ทีมห้องผ่าตัดและทีมเครื่องหัวใจและปอดเทียม แม้ผ่าตัดสำเร็จ ผู้ป่วยยังต้องพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤตนาน และต้องฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจต่อเนื่อง

หากพบว่ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง เหมือนมีอะไรมาทับร้าวไปที่แขน กราม หรือคอ ร่วมกับมีเหงื่อแตก ใจสั่น หอบเหนื่อย อย่ารอช้าให้โทรแจ้งสายด่วน 1669 หรือรีบเดินทางไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อชีวิตและหัวใจที่ปลอดภัย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง