ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงบนเวทีระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 5 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
ในการประชุมครั้งนี้ ไทยได้โชว์ศักยภาพการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ ในฐานะเจ้าภาพร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) โดยเดินหน้าผลักดันจนที่ประชุมมีมติรับรอง “ปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก” อย่างเป็นทางการ
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้น จากฉันทามติของประเทศสมาชิก ESCAP ทั้ง 53 ประเทศ และสมาชิกสมทบอีก 9 แห่ง ซึ่งจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านอวกาศของภูมิภาคยาวไปจนถึงปี 2573
สาระสำคัญของปฏิญญาฉบับนี้ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายระดับโลก เมื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มีเพียงร้อยละ 15–17 เท่านั้นที่มีแนวโน้มจะบรรลุผลทันภายในปี 2573
กลุ่มประเทศสมาชิกจึงต้องเร่งประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน เพื่อขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลภูมิสารสนเทศในการอุดช่องว่างดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI, Big Data, Cloud, Quantum และการสื่อสารผ่านดาวเทียม เข้ามาประยุกต์ใช้กับกิจการอวกาศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี
พร้อมกันนี้ จะเปิดกว้างให้ภาคเอกชน สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี รวมถึงสถาบันการศึกษาและงานวิจัย เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าสร้างกลไกการแบ่งปันข้อมูลโดยสมัครใจภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ รวมถึงกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงถึงกันได้
เป้าหมายหลักของการแบ่งปันข้อมูลคือ การยกระดับการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถให้ภาคการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร
ปฏิญญากรุงเทพฯ ฉบับนี้ จะถูกใช้เป็นกรอบทิศทางหลักสำหรับ “แผนปฏิบัติการเอเชียและแปซิฟิกฯ ระยะที่ 3” (ค.ศ. 2026–2030) เพื่อสานต่อเป้าหมายไปจนถึงการประชุมสมัยที่ 6 ในปี 2573
ในระหว่างการกล่าวถ้อยแถลง ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ปัจจุบันการทำงานร่วมกันระหว่างดาวเทียมออปติคัล ดาวเทียมเรดาร์ และเทคโนโลยี AI ทำให้เราสามารถติดตามวิกฤตอุทกภัย ภัยแล้งและปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนได้แม่นยำกว่าที่เคยมีมา
ทว่าโจทย์ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ การแปลงชุดข้อมูลเหล่านั้นไปสู่ “การตัดสินใจ” ที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้จริงในเวลาวิกฤต รองนายกฯ จึงได้นำเสนอยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแบบ “3P” ต่อที่ประชุม
ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบด้วย People การยกระดับระบบเตือนภัยให้สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนได้โดยตรง Prosperity การสร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางอวกาศ ผ่านการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สทอภ. (GISTDA) และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน และ Partnership การเชื่อมต่อระบบข้อมูลของทั้งภูมิภาคให้เป็นหนึ่งเดียว
“คุณค่าของดาวเทียมไม่ได้วัดเพียงจากสิ่งที่มองเห็น แต่วัดจากชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่มันสามารถช่วยปกป้องเอาไว้ได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
พร้อมย้ำจุดยืนสำคัญบนเวทีว่า “เราต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีอวกาศให้เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและระบบที่เชื่อมโยงถึงกันได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต เสริมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค”
ความสำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในด้านเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในสมัยที่ 3 เมื่อปี 2561 จนนำไปสู่แผนปฏิบัติการที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
ก่อนปิดท้ายถ้อยแถลงว่า “ขอให้เทคโนโลยีอวกาศช่วยปกป้องผู้คน พิทักษ์โลกของเรา สร้างความมั่งคั่ง ส่งเสริมสันติภาพ และกระชับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันตลอดไป”








