นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ กระทรวงพาณิชย์
การประชุมเป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งแก้ไขการลักลอบนำเข้า การฝังกลบ และการปนเปื้อนสารเคมีจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กำหนดมาตรการป้องกันปัญหาในระยะยาว และบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การควบคุมการนำเข้า การกำกับโรงงาน การจัดการของเสีย การดำเนินคดี ไปจนถึงการเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ
นางศุภจีระบุว่า ที่ประชุมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง การสกัดกั้นการนำเข้า ไปจนถึงการปรับปรุงกฎหมาย โดยกำหนดให้เห็นความชัดเจนของการดำเนินงานภายใน 30 วัน
ระยะสั้น โดยเร่งตรวจโรงงานเสี่ยงทั่วประเทศ
กระทรวงอุตสาหกรรมจะจัดทีมปฏิบัติการ 50 ทีม ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลและโรงงานที่ได้รับการร้องเรียน โดยตรวจทั้งใบอนุญาต การประกอบกิจการ วัตถุดิบ และกากของเสียภายในโรงงาน พร้อมตรวจสอบข้อร้องเรียนจากประชาชน เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
ปัจจุบันมีโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้จัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและจดทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม 3,049 แห่ง โดยประมาณ 1,500 แห่งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับโรงงานที่มีข้อร้องเรียนเป็นลำดับแรก หากตรวจพบการกระทำผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการเพิกถอนใบอนุญาต ดำเนินคดีอาญา ตลอดจนประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พิจารณาดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและให้ผู้กระทำผิดมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน
ระยะกลาง โดยสกัดการลักลอบตั้งแต่ต้นทาง
ที่ประชุมมอบหมายให้กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษโลหะให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง พร้อมพิจารณาหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธินำเข้า การตรวจสอบโรงงานปลายทาง และระดับสิ่งปะปนในเศษโลหะ
ให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางจำกัดการนำเข้าโดยผู้ค้า (Trader) และให้สามารถตรวจสอบเส้นทางสินค้าได้ตั้งแต่การนำเข้าจนถึงโรงงานปลายทาง เพื่อป้องกันการนำเข้าหรือกำจัดของเสียผิดกฎหมายและลดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
ระยะยาว โดยยกระดับกฎหมายและการบังคับใช้
ระยะยาวจะมีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่ามีความรัดกุมและเพียงพอต่อการแก้ปัญหาหรือไม่ รวมถึงพิจารณายกระดับมาตรการเพิ่มเติม โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ร่วมดูแลด้านกฎหมาย ควบคู่กับการเร่งผลักดันกฎหมายด้านการจัดการกากอุตสาหกรรม และแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิดและทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลและการตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่การนำเข้า โรงงานปลายทาง การคัดแยก การขนส่ง จนถึงการกำจัดของเสีย
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า จะเริ่มลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยเริ่มจากโรงงานที่ได้รับการร้องเรียนก่อน หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการ ทั้งทางปกครองและทางอาญา รวมถึงพิจารณามาตรการด้านทรัพย์สิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปราม
การกระทำผิด
ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย้ำการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมการนำเข้าเศษโลหะและสิ่งปะปน การระบุวัตถุประสงค์และโรงงานปลายทางให้ชัดเจน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ร่วมกับทีมปฏิบัติงานของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เนื่องจากการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ และกระทบต่อสุขภาพประชาชน
คณะกรรมการจะติดตามและรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และเมื่อครบ 30 วัน จะสรุปผลรายงานนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายให้การแก้ปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นแหล่งรองรับขยะและของเสียจากต่างประเทศ พร้อมคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
จากมาตรการเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างบูรณาการ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดนำร่อง จะได้รับการปกป้องดูแลด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ดิน และแหล่งน้ำ ที่เกิดจากการลักลอบฝังกลบของเสียและการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายอย่างผิดวิธี นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเข้มงวด ตั้งแต่การเพิกถอนใบอนุญาต การดำเนินคดีอาญา ไปจนถึงการยึดทรัพย์สินร่วมกับ ปปง. จะช่วยทลายวงจรโรงงานเถื่อนและกลุ่มนายทุนสีเทาที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมให้แก่สังคม ท้ายที่สุด การคุมเข้มเส้นทางขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ท่าเรือนำเข้าจนถึงโรงงานปลายทาง จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการสกัดกั้นไม่ให้ต่างชาตินำขยะพิษเข้ามาทิ้งในประเทศไทย เพื่อปกป้องและรักษาทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ดีไว้ให้ลูกหลานสืบไป








