4 แชมป์ในปีเดียว คือความสำเร็จของ “ไบร์ท” ธาราวดี นาราพรลภัส และ “เบส” วรพีรชยากร ก้องภพศรุตาวดี คู่หูวอลเลย์บอลชายหาดหญิงทีมชาติไทย ที่สร้างผลงานต่อเนื่องตั้งแต่เอเชียนบีชเกมส์, บีชโปรทัวร์ ฟิวเจอร์ส ,เหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการกลับมาคว้าแชมป์ในรอบ 28 ปีของทีมชาติไทย ก่อนปิดท้ายด้วยแชมป์เอวีซี โดฮา โอเพ่น ที่ประเทศกาตาร์
เบื้องหลังความสำเร็จเริ่มต้นจากการวางรากฐานตั้งแต่ระดับเยาวชน โดย “โค้ชเพชร” เพชรราช พุฒซ้อน ผู้ฝึกสอนทีมวอลเลย์บอลชายหาดหญิงทีมชาติไทย เปิดเผยว่า ได้วางแผนพัฒนาทักษะของทั้งคู่ตามจุดเด่นด้านสรีระ โดยให้เบสที่มีรูปร่างสูงฝึกเป็นผู้เล่นบล็อกหน้าเน็ต ส่วนไบร์ทเน้นเกมรับ ความคล่องตัว และการอ่านเกม ก่อนแยกกันสะสมประสบการณ์แข่งขัน โดยเฉพาะเบสที่ใช้เวลาประมาณ 5 ปีในรายการระดับเยาวชน ก่อนกลับมาจับคู่กันและพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ตลอดเส้นทางกว่า 10 ปี ทั้งคู่ต้องเผชิญอุปสรรคจากอาการบาดเจ็บ โดยไบร์ทเคยบาดเจ็บบริเวณเส้นเอ็นหัวไหล่จนแพทย์แนะนำให้หยุดเส้นทางนักกีฬานี้ไว้ ขณะที่เบสมีอาการบาดเจ็บข้อศอก ทำให้พลาดโอกาสเก็บคะแนนสะสมคัดเลือกโอลิมปิกครั้งก่อน
นอกจากการฟื้นฟูร่างกาย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การปรับมายด์เซ็ต หรือทัศนคติในการแข่งขัน โค้ชเพชรนำหลักจิตวิทยาการกีฬามาพัฒนาศักยภาพนักกีฬา โดยเน้น 3 แนวคิด ได้แก่ ความคิดที่อิสระ จิตใจที่ผ่อนคลาย และร่างกายที่อิสระ ทำให้ทั้งคู่เล่นอย่างเป็นธรรมชาติ มีสมาธิกับเกมตรงหน้า และไม่กดดันตัวเองกับผลการแข่งขัน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการรักษาฟอร์ม แม้ต้องลงสนามต่อเนื่องท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่โดฮา
หลังความสำเร็จ 4 แชมป์ ทีมผู้ฝึกสอนเริ่มวางแผนฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย ก่อนกลับเข้าสู่โปรแกรมฝึกซ้อมและเก็บคะแนนสะสมโอลิมปิก โดยโค้ชเพชรเปิดเผยว่า ได้จัดทำแผน Road to LA เสนอต่อสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ตั้งเป้าขยับเข้าสู่ 15 อันดับแรกของโลก เพื่อเพิ่มโอกาสคว้าสิทธิ์เข้าร่วมโอลิมปิกเกมส์ 2028
ความสำเร็จของไบร์ทและเบสยังเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยหันมาสนใจวอลเลย์บอลชายหาดมากขึ้น โดยโค้ชเพชรมองว่า กีฬาชนิดนี้สามารถพัฒนาสู่การเป็นอาชีพและสร้างโอกาสแข่งขันในระดับโลกได้เช่นเดียวกับวอลเลย์บอลในร่ม ขณะที่ผลงาน 4 แชมป์ในปีเดียวของทั้งคู่ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวอลเลย์บอลชายหาดไทย ก่อนเดินหน้าสู่เป้าหมายคว้าตั๋วโอลิมปิกเกมส์ 2028








