นายกฯ สั่งทุกหน่วยพร้อมรับมือ PM2.5 “สุชาติ” ร่วมมือเอกชน จัดแคมเปญ “โปรสู้ฝุ่นลด PM2.5 Together” “พม.-อว.” เพิ่มห้องปลอดฝุ่นลดผลกระทบสุขภาพ

จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเตรียมพร้อมรับมือปัญหาฝุ่นมลพิษ PM2.5 และการเผาในพื้นที่เกษตร โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เร่งสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ขณะเดียวกัน ขอให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด จัดทำแผนเผชิญเหตุให้มีมาตรฐานเดียวกัน พร้อมให้บูรณาการส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานทหาร อาสาสมัคร และภาคีเครือข่าย บริหารจัดการสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติอย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการป้องกัน ด้วยการให้ความสำคัญกับการประเมินสถานการณ์และการแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงทีก่อนเกิดเหตุ
รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ที่จะเกิดกับสุขภาพอนามัยประชาชน

ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเครือข่ายระดับพื้นที่ ทั้งด้านงบประมาณ อุปกรณ์ป้องกัน และการจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง โดยได้มอบหมายให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทำหน้าที่ประสานงาน ติดตามสถานการณ์ และรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ตลอดปี 2570 สามารถบรรลุผล และลดผลกระทบจากปัญหามลพิษในการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ภาพรวมทั่วประเทศมีแนวโน้มดีขึ้นจากหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งและเพิ่มความรุนแรงของปัญหาไฟป่า และหมอกควันในปี 2570 จึงได้พิจารณามาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2570 โดยมุ่งเน้นการป้องกันและจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษตั้งแต่ต้นทาง ครอบคลุมการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร การป้องกันไฟป่า การควบคุมฝุ่นในเขตเมือง การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน และการบริหารจัดการภาพรวม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้ามาตรการเชิงรุกแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ผนึกกำลังกรุงเทพมหานคร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และพันธมิตรภาคเอกชน เปิดแคมเปญ “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together” ภายใต้แนวคิด “ดูแลรถ ลดควัน ลดฝุ่น” ชวนประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กและบำรุงรักษา รับสิทธิประโยชน์ “ส่วนลด 2 ต่อ” ทั้งส่วนลดค่าบริการดูแลรถยนต์สูงสุด 50% และสิทธิพิเศษจากพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 31 มีนาคม 2570 ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรถยนต์ และขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลรักษายานพาหนะ เนื่องจากรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานสูง ขาดการบำรุงรักษา หรือมีระบบเครื่องยนต์และระบบควบคุมมลพิษไม่สมบูรณ์ อาจปล่อยมลพิษและควันดำสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายปีถึงต้นปีที่สภาพอากาศเอื้อต่อการสะสมของฝุ่น PM2.5 ดังนั้น การบำรุงรักษารถยนต์จึงเป็นมาตรการป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง รวมทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กสภาพและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามคำแนะนำของผู้ผลิต ซึ่งช่วยดูแลรักษาประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ลดการปล่อยมลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งมีไฮไลต์สำคัญของโครงการ คือ สิทธิประโยชน์ “ส่วนลด 2 ต่อ”

ต่อที่ 1 “ลดค่าดูแลรถ” ประชาชนนำรถยนต์เข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการและสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รับส่วนลดค่าแรง ค่าอะไหล่ และน้ำมันเครื่อง สูงสุด 50% ตามรายการและเงื่อนไขของผู้ให้บริการ ครอบคลุมศูนย์บริการรถยนต์ 9 ค่าย ได้แก่ TOYOTA ISUZU HONDA NISSAN FORD HINO MITSUBISHI SUZUKI และ MAZDA บริษัทผู้ค้าน้ำมัน ได้แก่ PTT บางจาก เชลล์ และ PT รวมถึงศูนย์บริการอิสระ B-Quik Auto1 และ AUTOBACS

ต่อที่ 2 “ดูแลรถแล้ว รับสิทธิพิเศษต่อ” เมื่อเข้ารับบริการและลงทะเบียน ณ จุดบริการที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับ E-Sticker “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together” เพื่อใช้แสดงสิทธิรับส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ค่าจอดรถจากห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วม ได้แก่ Central The Mall Lotus’s และ Makro รวมถึงสิทธิประโยชน์ในการซื้อ พ.ร.บ. รถยนต์ผ่าน AIS ตามรายละเอียดและเงื่อนไขที่แต่ละผู้ให้บริการกำหนด

นายสุชาติ กล่าวว่า การผนึกกำลังครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นรูปธรรม การกระตุ้นให้ประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กสภาพ ตามระยะเวลาอย่างสม่ำเสมอ นอกจากจะช่วยลดการปล่อยควันดำและมลพิษจากยานพาหนะแล้ว ยังเป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการดูแลบำรุงรักษายานพาหนะไปพร้อมกัน

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. พร้อมร่วมมือกับ ทส. ในการขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นในพื้นที่เมืองอย่างเข้มงวด โดยยกระดับการตรวจจับรถควันดำเชิงรุกร่วมกับตำรวจจราจรและกรมการขนส่งทางบก ตั้งจุดตรวจตามเส้นทางหลัก คลองเตย และไซต์งานก่อสร้าง พร้อมทั้งเตรียมประกาศเปิดใช้งาน “เขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone – LEZ)” ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน จำกัดหรือห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถควันดำเข้าพื้นที่ในช่วงที่ค่าฝุ่นเริ่มแตะระดับสีแดง นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงระบบการแจ้งเตือนค่าฝุ่นผ่านแอปพลิเคชัน BMA-AIR และ LINE Alert แบบเรียลไทม์
พร้อมร่วมส่งเสริมให้รถยนต์ภาครัฐและรถสาธารณะในกรุงเทพฯ เข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในแคมเปญนี้อย่าง 100%

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นอกจากมาตรการในเขตเมืองกระทรวงฯ ยังยกระดับมาตรการตัดวงจรการเผาในภาคการเกษตรอย่างเข้มงวด โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการภาคเอกชน ออกมาตรการ “งดรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มาจากการเผา” โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อย เพื่อกดดันไม่ให้เกิดการเผาแปลงเกษตรทั้งในและนอกประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีไถกลบและแปรรูปชีวมวลแทนการเผา ขณะเดียวกัน ในมิติปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ประเทศไทยได้นำร่องเชื่อมโยงเทคโนโลยี “แพลตฟอร์มติดตามสถานการณ์หมอกควันและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์” ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการแชร์ข้อมูลดาวเทียม ทิศทางลม และจุดความร้อน (Hotspot) ร่วมกันแบบนาทีต่อนาที ซึ่งจะช่วยให้ทุกประเทศสามารถแจ้งเตือนและระบุพิกัดเข้าระงับเหตุไฟป่าได้อย่างแม่นยำ และร่วมกันประเมินสถานการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับการยกระดับการดูแลสุขภาพประชาชนจากภัยฝุ่น PM2.5 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขยายผลโครงการ “ห้องปลอดฝุ่น PM2.5” ในสถานดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยนำนวัตกรรมระบบความดันอากาศและระบบกรองอากาศมาช่วยลดการสัมผัสฝุ่น โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพสูง การดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ปีงบประมาณ 2569 มุ่งดำเนินการใน 8 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 83 ห้อง รองรับกลุ่มเปราะบางได้ 1,822 คน ขณะที่ระยะที่ 2 ปีงบประมาณ 2570 จากการสำรวจความต้องการของหน่วยงานในสังกัด พม. ครอบคลุม 17 จังหวัดภาคเหนือ พบความต้องการเพิ่มเติมอีก 151 ห้อง รองรับได้อีก 4,255 คน หากดำเนินการครบทั้งสองระยะ จะมีห้องปลอดฝุ่นรวม 234 ห้อง เพิ่มศักยภาพการดูแลกลุ่มเปราะบางได้ถึง 6,077 คน อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของโครงการนี้มุ่งนำองค์ความรู้
และนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทยมาใช้แก้ปัญหาสุขภาพประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมมีแนวทางขยายการดำเนินงานไปยังหน่วยงานในสังกัด พม. และจัดทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงอุปกรณ์ดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง