“เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” ขอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว

นายบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กล่าวว่า การที่ประเทศไทยเสนอขอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ “เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจังหวัดเชียงใหม่ยังคงรักษาผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส พร้อมกำแพงเมืองและคูเมืองที่สมบูรณ์ ถือเป็นลักษณะผังเมืองที่โดดเด่นและพบแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งการผลักดัน “เชียงใหม่ วัฒนธรรมล้านนา” ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ช่วยเรื่องช่องว่างทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยช่วงอาณาจักรล้านนาที่มีรุ่งเรืองยาวนานกว่า 200 ปี รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติและมีศักยภาพในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับกรณีของจังหวัดสุโขทัยและพระนครศรีอยุธยาที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สร้างรายได้ให้กับชุมชนและประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ “เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” ครอบคลุมพื้นที่กว่า 383 ไร่ ประกอบด้วย วัดสำคัญ 7 วัด และองค์ประกอบผังเมืองคือ วัดเชียงมั่น วัดแรกของเมืองเชียงใหม่ที่พญามังรายโปรดให้สร้าง ,วัดเจดีย์หลวง เจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในอาณาจักรล้านนา ,วัดพระสิงห์ แสดงพัฒนาการศิลปกรรมล้านนาต่อเนื่องหลายยุค และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ,วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก) สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างล้านนา สุโขทัย และพุกาม รวมถึงเป็นที่ตั้งสุสานเจ้านายฝ่ายเหนือ ,วัดอุโมงค์ ส่วนพุทธธรรม สถาปัตยกรรมอุโมงค์ใต้ดินแห่งเดียวในประเทศไทย ,วัดพระธาตุดอยสุเทพ ตัวแทนคติความเชื่อทางพุทธศาสนาที่สำคัญของล้านนา และสุกท้าย วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) จำลองสถาปัตยกรรมพุทธคยาจากอินเดีย และมีสัตตมหาสถานครบถ้วน

สำหรับการนำเสนอเอกสารเพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกของจังหวัดเชียงใหม่จำเป็นต้องนำเสนอภายในรอบปี 2569 เนื่องจากเป็นปีสุดท้ายสำหรับการนำเสนอเอกสารที่ไม่ผ่านขั้นตอนการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment) ดังนั้น ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยด่วนเพื่อให้ทันรอบการจัดส่งเอกสารวันที่ 30 มกราคม 2569 โหากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว หรือศูนย์มรดกโลกพิจารณาส่งกลับเอกสารนำเสนอ จังหวัดเชียงใหม่จะต้องดำเนินการจัดทำเอกสารการนำเสนอใหม่ตามขั้นตอนการประเมินขั้นต้น ซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการอีกไม่น้อยกว่า 3 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง