คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน การชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการ พ.ศ. … ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
เนื่องจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2559 รองรับมาตรฐานสากลด้านป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism : AML/CFT) โดยมีมาตรการสำคัญในการป้องกันการก่อการร้ายด้วยการระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินของบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวเรียกว่า “บุคคลที่ถูกกำหนด” และได้กำหนดให้การเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการหรือการทำธุรกรรมใดๆ กับบุคคลที่ถูกกำหนดจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากองค์กรที่เป็น ผู้กำหนดรายชื่อแล้วเท่านั้น แต่จากรายงานการประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2560 พบปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการเข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการที่ไม่มีการระบุรายการค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของบุคคลที่ถูกกำหนด ก่อให้เกิดภาระกับประชาชน
สำนักงาน ปปง. จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน การชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนดและการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการ พ.ศ. … เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานการชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด และการรับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้
| ประเด็น | รายละเอียด |
| 1. นิยาม | |
| “ค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน” | ได้แก่ 1) ค่าอาหาร 2) ค่าเช่าที่อยู่อาศัยหรือค่าผ่อนชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย 3) ค่ารักษาพยาบาล 4) ค่าภาษี 5) ค่าเบี้ยประกัน 6) ค่าสาธารณูปโภค 7) ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการในการดูแลรักษาบัญชีหรือทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน 8) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร 9) ค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินประกาศกำหนด |
| 2. การนำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน | |
| การยื่นคำร้อง | • เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด ในการประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดให้สำนักงาน ปปง. แจ้งให้บุคคลดังกล่าวทราบด้วยว่าการระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินไม่กระทบถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน • บุคคลที่ถูกกำหนด หรือผู้เป็นเจ้าหนี้ในค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานมีสิทธิยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงาน ปปง. เพื่อขอให้นำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานได้ โดยสามารถยื่นคำร้องได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ 1) ยื่นโดยตรงที่สำนักงาน ปปง. 2) ยื่นทางไปรษณีย์ และ 3) ยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ |
| การพิจารณาคำร้อง | • เมื่อสำนักงาน ปปง. เห็นว่าคำร้องและหลักฐานมีข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือมีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน หรือส่งข้อมูล เอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ หากผู้ร้องไม่ดำเนินการดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารหรือหลักฐานเท่าที่ปรากฏ • ให้สำนักงาน ปปง. พิจารณากำหนดให้นำทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด รวมถึงบุคคลดังต่อไปนี้ซึ่งจะต้องชอบด้วยกฎหมายด้วย ได้แก่ คู่สมรส บิดา มารดา และบุตร ซึ่งอยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลที่ถูกกำหนด โดยได้กำหนดประเภทจำนวน และเงื่อนไข ของค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน ดังนี้ 1. ค่าอาหารให้กำหนดไม่เกินอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอ้างอิงจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของบุคคลที่ถูกกำหนด 2. ค่าเช่าที่อยู่อาศัย หรือค่าผ่อนชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย กำหนดให้เท่าที่ต้องจ่ายจริง และต้องเป็นภาระตามสัญญาที่มีอยู่ก่อนวันที่ประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด หากมีการย้ายที่อยู่อาศัยภายหลังวันที่ประกาศรายชื่อให้กำหนดได้เท่าที่ต้องจ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราขั้นต่ำของค่าเช่าบ้านสำหรับข้าราชการพลเรือน 3. ค่ารักษาพยาบาล ให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 4. ค่าภาษี ให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 5. ค่าเบี้ยประกันภัย โดยหลักต้องเป็นเบี้ยประกันตามสัญญาที่มีอยู่ก่อนวันที่ประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด เว้นแต่เป็นประกันภัยที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนต้องจัดทำ สามารถกำหนดให้จ่ายได้เท่าที่ต้องจ่ายจริงไม่ว่าสัญญาจะมีอยู่ก่อนหรือหลังวันที่ประกาศรายชื่อ 6. ค่าสาธารณูปโภค ได้แก่ ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 7. ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการดูแลรักษาบัญชีหรือทรัพย์สินที่ถูกระงับ ให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 8. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรต้องเป็นบุตรที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลที่ถูกกำหนดให้กำหนดเท่าที่ต้องจ่ายจริง 9. ค่าใช้จ่ายอื่นเป็นค่าใช้จ่ายตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง. อาจกำหนดเงื่อนไขอื่นใดตามที่เห็นสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้นำทรัพย์สินไปใช้ในการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายก็ได้ • ให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้ที่มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน (สถาบันการเงิน) ทราบโดยเร็ว และในกรณีที่เจ้าหนี้ในค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานเป็นผู้ยื่นคำร้องให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้บุคคลที่ถูกกำหนดทราบด้วย ทั้งนี้ หากได้ยกคำขอทั้งหมดหรือบางส่วน ให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องทราบด้วยว่า หากผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาทบทวนได้ โดยให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน ปปง. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา |
| 2. การชำระหนี้ หรือการดำเนินการอื่นที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น | |
| การยื่นคำร้อง | • กำหนดให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นลูกหนี้ของบุคคลที่ถูกกำหนดยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาอนุญาตให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 1. อนุญาตให้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด โดยนำเงินหรือทรัพย์สินเข้าบัญชีซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน 2. อนุญาตให้ดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น • เมื่อสำนักงาน ปปง. เห็นว่าคำร้องและหลักฐานมีข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือมีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน หรือส่งข้อมูล เอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ หากผู้ร้องไม่ดำเนินการดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารหรือหลักฐานเท่าที่ปรากฏ • เมื่อสำนักงาน ปปง. เห็นว่า คำร้องดังกล่าวมีเหตุผลอันควร (เป็นไปตามกฎหมายมีสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญา) ให้มีคำสั่งอนุญาต หากเห็นว่า คำร้องดังกล่าวไม่มีเหตุผลอันควร ให้มีคำสั่งไม่อนุญาต และให้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้หากได้ยกคำขอทั้งหมดหรือบางส่วน ให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องทราบด้วยว่า หากผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาทบทวนได้ โดยให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน ปปง. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา |
| 3. การรับชำระหนี้ หรือการดำเนินการอื่นที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการมีมูลค่าลดลง | |
| การยื่นคำร้อง | • กำหนดให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบุคคลที่ถูกกำหนดยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาอนุญาตให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นลูกหนี้ 2. อนุญาตให้ดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินมีมูลค่าลดลง |
| การพิจารณาคำร้อง | • เมื่อสำนักงาน ปปง. เห็นว่า คำร้องมีหลักฐานที่เชื่อถือได้หรือมีเหตุผลที่รับฟังได้ และเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ (หนี้ที่มีมูลหนี้เป็นไปตามกฎหมายและลูกหนี้ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ อาทิ หนี้ถึงกำหนดชำระหนี้ไม่ขาดอายุความ) ให้มีคำสั่งอนุญาต หากเห็นว่าคำร้องไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้หรือไม่มีเหตุผลที่รับฟังได้ หรือเป็นหนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ ให้มีคำสั่งไม่อนุญาต • ให้สำนักงาน ปปง. มีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ หากได้ยกคำขอทั้งหมดหรือบางส่วนให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องทราบด้วยว่า หากผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาทบทวนได้โดยให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน ปปง. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา |
| 4. การร้องขอให้พิจารณาทบทวน | |
| • ในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของสำนักงาน ปปง. ให้ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามแบบที่กำหนดต่อสำนักงาน ปปง. ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา และให้คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากสำนักงาน ปปง. • เมื่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นพิจารณาทบทวนและมีมติเป็นประการใดแล้ว ให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตามมติดังกล่าว และมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นคำร้องและผู้มีหน้าที่ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทราบภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีมติ ในกรณีที่มติได้ยกคำขอของผู้ร้องทั้งหมดหรือบางส่วน ให้สำนักงาน ปปง. แจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบด้วยว่า หากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาทบทวน อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งเพื่อพิจารณามีคำสั่งได้ | |








