กกต. เปิดหลักเกณฑ์การคำนวณ สส. บัญชีรายชื่อ ข้อดี – ข้อเสีย การออกเสียงประชามติ สร้างความเข้าใจประชาชนก่อนการเลือกตั้ง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชาสัมพันธ์จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 (การเลือกตั้งล่วงหน้า) และการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป พร้อมการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยการเลือกตั้งจะประกอบด้วย สส. จำนวน 500 คน ซึ่งมาจาก

 1) การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 เขต เขตละ 1 คน รวม 400 คน ใช้รูปแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ไม่เกินหนึ่งหมายเลข โดยจะเลือกผู้สมัครใดหรือไม่เลือกผู้สมัครใดก็ได้

 2) การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ให้มีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้พรรคละ 1 บัญชี มีจำนวนไม่เกิน 100 คน โดยรายชื่อต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัครเลือกตั้ง สส. ของพรรคอื่นหรือซ้ำกับผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

การประกาศผลการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

1) ให้ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนสูงสุด และมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันหลายคน ให้ใช้วิธีการจับสลาก ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

2) เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับคะแนนเสียง มากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งนั้น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในกรณีเช่นนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการให้มีการรับสมัครผู้สมัครใหม่ โดยผู้สมัครเดิมทุกรายไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่นั้น

การคำนวณสัดส่วนของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน มาจากบัญชีรายชื่อแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่พึงจะได้รับ โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

 1) รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ

 2) นำคะแนนรวมตาม ข้อ 1 หารด้วย 100 (มาจาก สส. แบบบัญชีรายชื่อมีจำนวน 100 คน) ผลลัพธ์ที่ได้
ถือเป็น คะแนนเฉลี่ยต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน

 3) นำ คะแนนเฉลี่ยต่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ไปหารคะแนนรวมจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
ที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับผลลัพธ์ที่ได้ (เฉพาะส่วนที่เป็นจำนวนเต็ม) คือ จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ

 4) กรณี จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้รับ รวมกันทุกพรรค ไม่ครบ 100 คน ให้พรรคการเมืองที่มีผลลัพธ์ที่เป็นเศษ (ไม่มีจำนวนเต็ม) และพรรคการเมืองที่มีเศษหลังจากการคำนวณตามข้อ 3 พรรคใดมีเศษจำนวนมากที่สุด ให้ได้รับจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อ อีก 1 คน เรียงตามลำดับ จนกว่าจะมีจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองทั้งหมดได้รับ ครบจำนวน 100 คน ถ้าในลำดับใดมีเศษเท่ากันและจะทำให้จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อเกิน 100 คน ให้ตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีเศษเท่ากันจับสลาก

5) ให้ถือผู้สมัครตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครของพรรคการเมืองตามจำนวนที่พรรคการเมืองนั้นได้รับตามผลการคำนวณในข้อ 1-4 ได้รับเลือกตั้งเรียงตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นจนครบจำนวน แต่ต้อง
ไม่เกินจำนวนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นได้ส่งสมัคร หากได้จำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อไม่ถึง
100 คน ให้ สส. แบบบัญชีรายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

สำหรับ การออกเสียงประชามติ ที่จัดขึ้นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  จัดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 กันยายน 2568 ว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน และเพื่อให้เป็นไปตามหลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และหากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 เพื่อให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ครั้งที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม

ครั้งที่ 3 เพื่อถามประชาชนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หลังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว
ซึ่งการออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็น ประชามติครั้งที่ 1

ส่วนการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีประเด็นคำถามคือ
“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถเลือกได้ 3 ช่อง คือ เห็นชอบ
ไม่เห็นชอบ และ ไม่แสดงความคิดเห็น โดยการออกเสียงประชามติจะถือว่าเป็นข้อยุติต่อเมื่อ คะแนนเสียงข้างมากผู้มาออกเสียง สูงกว่า คะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น ทั้งนี้การออกเสียงประชามติครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทันที แต่เป็นการสอบถามประชาชนว่า เห็นชอบหรือไม่ ให้มี “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ของการออกเสียงประชามติ ไว้ดังนี้

ข้อดี

– การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และทำให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จัดทำขึ้นในขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้ง จึงทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีบทบัญญัติหลายประการที่มีปัญหาในการบังคับใช้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ จะทำให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติที่มีประเด็นปัญหาไปในคราวเดียวกัน ซึ่งจะทำให้รัฐธรรมนูญมีเนื้อหาที่สมบูรณ์และสอดคล้องกันทั้งฉบับ

ข้อเสีย

– การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา สามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่
แคบลง และทำให้ทุกฝ่ายสามารถมีข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายยิ่งขึ้น

– การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง