กรมการขนส่งทางรางลงพื้นที่ไทย–มาเลเซีย หารือพัฒนาการขนส่งสินค้าทางรางผ่านด่านปาดังเบซาร์ เสริมศักยภาพโลจิสติกส์และการค้าชายแดน

นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง นำคณะเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมศุลกากร ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาและประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 5–6 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อประชุมหารือและสำรวจพื้นที่จุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย

คณะได้ลงพื้นที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ สถานีบางกล่ำ สถานีคลองแงะ ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ สถานีรถไฟปาดังเบซาร์ฝั่งไทย และสถานีร่วมปาดังเบซาร์ฝั่งมาเลเซีย รวมถึงเข้าพบหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของมาเลเซีย ณ Perlis Inland Port (PIP) รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีหน่วยงานด้านโลจิสติกส์และการรถไฟของมาเลเซียเข้าร่วม

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศ ผ่านด่านพรมแดนปาดังเบซาร์ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และการรองรับระบบโลจิสติกส์แบบผสมผสาน ซึ่งเมื่อโครงการ PIP เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างไทย–มาเลเซีย และสนับสนุนการค้าชายแดนในระยะยาว

จากการเยี่ยมชมโครงการ PIP ได้รับทราบถึงแผนแม่บทและสถานะการพัฒนาโครงการ โดยมีพื้นที่รวมกว่า 500 เอเคอร์ แบ่งเป็นเขต Rail Park 110 เอเคอร์ และ Logistics Park 220 เอเคอร์ พร้อมแผนพัฒนา 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ปี 2568 เปิดให้บริการพื้นที่ Rail Park และ Logistics Park พร้อมรางรถไฟ 3 ราง รองรับตู้สินค้าได้สูงสุด 300,000 TEU ต่อปี ระยะที่ 2 ปี 2570 เพิ่มรางรถไฟเป็น 3+2 ราง ติดตั้งเครนล้อยาง และคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ รองรับตู้สินค้าเพิ่มเป็น 600,000 TEU ต่อปี และระยะที่ 3 ปี 2573 พัฒนาเต็มรูปแบบด้วยรางรถไฟ 5+2 ราง ติดตั้งเครนรางเลื่อนและศูนย์ซ่อมบำรุงรถจักร รองรับตู้สินค้าได้สูงสุด 1,000,000 TEU ต่อปี

ทั้งนี้ โครงการ PIP ตั้งอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรม Chuping Valley (CVIA) ขนาด 2,500 เอเคอร์ ซึ่งจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าสำคัญป้อนเข้าสู่ระบบขนส่งทางราง รองรับการเติบโตของปริมาณสินค้าข้ามพรมแดนในอนาคต

ขณะเดียวกัน กรมการขนส่งทางรางได้เร่งติดตามความก้าวหน้าโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ โดยช่วงนครปฐม–ชุมพร งานโยธาแล้วเสร็จแล้ว ส่วนช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี–หาดใหญ่–สงขลา และช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนารถไฟสายใต้ให้เป็นระบบรถไฟทางคู่สมบูรณ์ตลอดเส้นทาง

การบูรณาการโครงข่ายรถไฟทางคู่ของไทยเข้ากับโครงการ PIP ของมาเลเซีย จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และยกระดับด่านปาดังเบซาร์ให้เป็นประตูการค้าหลักของภูมิภาคอาเซียน อันเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านการขนส่งทางรางและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศไทยและมาเลเซียอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง