จากนโยบายในการปราบปรามยาเสพติด ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการสนับสนุนภารกิจกวาดล้างยาเสพติด โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถของหน่วยงานความมั่นคง ทั้งตำรวจ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนสมัยใหม่ มาใช้รับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ และระบุว่าหัวใจของการแก้ไขปัญหายาเสพติด คือการสร้างกลไกเชิงระบบที่มั่นคงและการบูรณาการที่ไร้รอยต่อ
ทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการป้องกัน ปราบปรามยาเสพติดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (คณะกรรมการ ป.ป.ส.) ครั้งที่ 1/2569 มีพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์และกำหนดทิศทางการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของประเทศ ที่ประชุมรับทราบสรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งพิจารณาให้มีการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการด้านการป้องกันยาเสพติด” และ
ด้านการรณรงค์สร้างการรับรู้ต่อยาเสพติด โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากคนที่อยู่นอกภาคราชการ ที่มีความคิด มุมมอง มีประสบการณ์ที่แตกต่าง มาช่วยทำงานเพื่อเป็นกลไกหลักในการบูรณาการงานสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา ถือว่าทุกหน่วยงานได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเข้มข้นจนเห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะด้านการปราบปรามที่สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้กว่า 264,216 คดี และยึดทรัพย์สินเครือข่ายยาเสพติดมูลค่าสูงถึง 11,234 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตัดวงจรการเงินของนักค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง นอกจากนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ยังพบว่าประชาชนมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสูงถึงร้อยละ 89.5 ถือว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐบาลในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหายาเสพติดจะพึ่งพาเพียงการปราบปรามอย่างเดียวไม่ได้ หัวใจสำคัญคือการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งให้กับสังคม แนวคิดในการเสนอแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการป้องกันยาเสพติดและรณรงค์ป้องกันยาเสพติด จะเป็นการระดมความคิดที่เกิดจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ไขปัญหา จึงถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานมีความชัดเจนและเป็นเอกภาพมากขึ้น ขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง
ด้าน พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กล่าวถึงทิศทางการทำงานว่า ป.ป.ส. พร้อมรับนโยบายไปสู่การปฏิบัติทันที โดยในปี 2569 จะเน้นมาตรการเชิงรุกในการป้องกันผู้เสพหน้าใหม่ ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดนี้จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนแผนงานให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกระดับ เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการป้องกันมีประสิทธิภาพสูงสุดและทันต่อสถานการณ์ และจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดปี 2569 ให้บรรลุเป้าหมายในการลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติด สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป
ขณะที่นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีมาตรการป้องกันและปราบปรามผ่านกลไกเชิงพื้นที่ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งล่าสุดได้ดำเนินการสแกนพื้นที่ผ่านปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น (Re X-ray) ในหมู่บ้านและชุมชนเสี่ยงทั่วประเทศ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าสามารถขับเคลื่อนหมู่บ้านสีขาวปลอดยาเสพติดได้แล้วกว่า 34,703 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 46.24 ของเป้าหมายทั้งหมด และยังมุ่งเน้นการค้นหาผู้เสพเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสม ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพทางสังคม ให้ความสำคัญกับการ “คืนคนดีสู่สังคม” ผ่านศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมครบทั้ง 76 จังหวัด และสาขาในระดับอำเภอ/อปท. รวมทั้งสิ้นกว่า 6,232 แห่ง เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัดให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการงบประมาณเพื่อสนับสนุนกิจกรรมค่ายบำบัดฟื้นฟูในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
20 จังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง
สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป กระทรวงมหาดไทยพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคงในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน พร้อมทั้งกำชับให้ฝ่ายปกครองในพื้นที่ยกระดับการสืบหาข่าวและทำลายเครือข่ายผู้ค้าในระดับชุมชนอย่างเด็ดขาด เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ สร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ
อย่างยั่งยืน
พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้แถลงเปิดปฏิบัติการเชิงรุกภายใต้ชื่อ “ยุทธการตัดเนื้อร้าย” เพื่อกวาดล้างและขุดรากถอนโคนเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด โดยมุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใสในระบบราชการและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคประชาชน
พันตำรวจตรี สุริยา เปิดเผยว่า ปัญหายาเสพติดถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ แต่สิ่งที่วิกฤตและเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด คือ การที่มีเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดทั้งการสนับสนุน เอื้อประโยชน์ หรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าเสียเอง ป.ป.ส. จึงกำหนดให้ยุทธการนี้เป็นกลไกหลักในการทำความสะอาดหน่วยงานภาครัฐ โดยจะเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2569 สำหรับแนวทางการดำเนินงานในยุทธการ “ตัดเนื้อร้าย” ป.ป.ส. ได้วางเสาหลักสำคัญไว้3 ประการ คือ
1. การปราบปรามอย่างไม่มีข้อยกเว้น จะไม่มีการปกป้องเจ้าหน้าที่รายใดหากพบหลักฐานความเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด โดยจะถูกลงโทษทั้งทางอาญาและวินัยขั้นสูงสุด รวมถึงการใช้มาตรการยึดทรัพย์สินให้สิ้นซาก
2. การทลายกำแพงอิทธิพล มุ่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เป็นสายลับ หรือใช้อำนาจเป็นเกราะคุ้มกันให้กับขบวนการค้ายาเสพติด ทั้งระดับท้องถิ่นและข้ามชาติ
3. การฟื้นฟูความเชื่อมั่น เพื่อส่งสัญญาณว่าหน่วยงานรัฐต้องสะอาดและเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง
อีกทั้ง ได้ฝากเตือนไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังกระทำผิดว่า เงินทองและอำนาจจากขบวนการค้ายาเสพติดเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว แต่จากนี้ไปจะไม่มีที่ยืนในระบบราชการและไม่สามารถหนีพ้นบทลงโทษทางกฎหมายได้ พร้อมเตือนสติว่า เครื่องแบบมีไว้เพื่อปกป้องประชาชน ไม่ใช่ปกป้องอาชญากร พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากมีเบาะแสเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยยืนยันว่าข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับสูงสุด เพื่อความปลอดภัยและให้เป็นไปตามเป้าหมายในการกวาดบ้านให้สะอาดเพื่ออนาคตของเยาวชนไทย








