นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้รับรายงานกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดศรีสะเกษแล้ว โดยระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดที่อยู่ระหว่างการเก็บกู้อย่างต่อเนื่อง แต่อาจยังมีบางส่วนตกค้างหลงเหลืออยู่ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าเสียใจ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตที่กองทัพไทยได้เข้าควบคุมและสถาปนาความมั่นคงไว้ จากเดิมที่เคยอยู่ภายใต้การยึดครองของฝ่ายกัมพูชา พร้อมย้ำว่าจะต้องดูแลทหารที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด และเร่งรัดการเก็บกู้วัตถุระเบิดให้ได้มากและรวดเร็วที่สุด ควบคู่กับการเพิ่มมาตรการความระมัดระวังของหน่วยปฏิบัติการอย่างเต็มที่
ทางด้านศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุการณ์กำลังพลได้รับบาดเจ็บจากวัตถุระเบิด ที่หลงเหลือจากการสู้รบในพื้นที่ชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ โดยกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า เมื่อเวลา 16.40 น. ได้เกิดเหตุการณ์กำลังพลได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบวัตถุระเบิด ขณะปฏิบัติงาน กวาดล้างและพิสูจน์ทราบพื้นที่ ภายในเขตควบคุมของหน่วย เพื่อสถาปนาความมั่นคงปลอดภัยของฐานปฏิบัติการ
โดยปัจจุบันผู้ได้รับบาดเจ็บคือ พลทหารปริวัตร์ มีมานะ กำลังพลสังกัดกองร้อยทหารราบที่ 132 ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาข้างซ้ายขาด และขาข้างขวามีบาดแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ และมีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 2 นาย ได้แก่ จ่าสิบเอกปราโมทย์ ดีภักดิ์ และ พลทหารจักรพงษ์ โพธิ์เมือง หน่วยได้ดำเนินการปฐมพยาบาลขั้นต้นตามหลักการช่วยชีวิตในสนามรบทันที และเร่งลำเลียงส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่มีศักยภาพโดยเร่งด่วน ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาพยาบาล การดูแลสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการตามระเบียบของทางราชการอย่างครบถ้วน
กองทัพภาคที่ 2 ขอแสดงความห่วงใยต่อกำลังพลและครอบครัว พร้อมทั้งได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก ตลอดจนประสานหน่วยงานด้านการเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการเคลียร์พื้นที่อย่างเป็นระบบและขอยืนยันว่าจะปฏิบัติภารกิจในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัย ของประชาชนตามแนวชายแดนด้วยความเข้มแข็ง รอบคอบและยึดมั่นในความปลอดภัยของกำลังพลเป็นสำคัญ
ด้าน พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) นำคณะผู้แทนหน่วยงานและเครือข่ายสนับสนุน รวมกว่า 70 นาย เดินทางไปยังกองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ เพื่อส่งมอบวัสดุอุปกรณ์สนับสนุนกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังเดินทางถึงพื้นที่คณะฯ ได้เข้าหารือกับ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี) และที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อรับฟังสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะการป้องกันการโจมตีทางอากาศจากโดรน และแนวทางเสริมความแข็งแรงให้ฐานปฏิบัติการ ก่อนส่งมอบสิ่งของสนับสนุนอย่างเป็นทางการให้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ
นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ปราสาทตาควาย เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจทหารแนวชายแดนบริเวณเนิน 350 อย่างใกล้ชิด สอบถามความเป็นอยู่และสภาพการปฏิบัติภารกิจ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่แนวหน้า
การสนับสนุนดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ชมรมพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร (ชมรม พคบ.) เครือข่ายสมาคมไทยซิกข์และเครือข่ายภาคประชาชน ซึ่งสะท้อนพลังความร่วมมือขององค์กรและประชาชนไทยที่พร้อมยืนเคียงข้างกำลังพลผู้ปกป้องแผ่นดินอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งของที่ส่งมอบในครั้งนี้ประกอบด้วย อวนจำนวน 4,000 กิโลกรัม พร้อมเสาเหล็กจำนวน 50 แท่ง ขนาด 1.8 × 3 เมตร สำหรับติดตั้งระบบแหอวนป้องกันภัยทางอากาศ บังเกอร์จำนวน 40 ท่อ (ท่อปูนเสริมใยเหล็ก ขนาด 1.5 × 5 เมตร) ถุงกระสอบทรายจำนวน 5,000 ถุง เพื่อเสริมแนวป้องกันในพื้นที่เสี่ยง และถังเก็บน้ำความจุ 2,000 ลิตร จำนวน 40 ถัง สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคของกำลังพลตามแนวชายแดน นอกจากนี้ยังมีผ้าห่มจำนวน 2,000 ผืน เพื่อบรรเทาความหนาวเย็นให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังได้มอบเงินสนับสนุนแก่ครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทุพพลภาพ เพื่อเป็นกำลังใจและแสดงความห่วงใยจากทุกภาคส่วนของสังคมไทย
การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง และตอกย้ำความสามัคคีของคนไทยที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง








