ครม. ยกระดับความปลอดภัยข้อมูลของรัฐทั้งระบบ สั่ง 300 กรมเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ล้าง 3 หมื่นระบบเก่า-ร้าง ใน 15 วัน บังคับใช้ MFA ป้องกันข้อมูลรั่วไหล

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน หน่วยงานภาครัฐรั่วไหลและถูกขโมยข้อมูลเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีแนวทางป้องกัน แก้ไขและการรับมือสำหรับประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจาก คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กมช.) โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ศปช. หรือ ThaiCERT) ได้แจ้งว่า มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีซึ่งใช้ชื่อว่า ALIEN TXTBASE Stealer Logs ได้นำข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยมาเผยแพร่ใน Telegram จำนวนมากกว่า 16,520 ไฟล์ (5 เทระไบต์) และได้มีการเพิ่มเติมข้อมูลทุกวัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ประกอบด้วย 1. ที่อยู่อีเมลเฉพาะบุคคล 2. เว็บไซต์และรหัสผ่านที่เข้าใช้ระบบงานของหน่วยงาน ซึ่งบางข้อมูลเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบ ศปช. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของประเทศไทย (Domain
ที่ลงท้ายด้วย .th) พบว่า มีข้อมูลจำนวน 221,947,958 รายการ ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัท/องค์กร สถาบันการศึกษา องค์กรไม่แสวงผลกำไร หน่วยงานกองทัพ และอื่นๆ ซึ่งข้อมูลที่ถูกขโมยอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบ และอาจถูกขโมยข้อมูลสำคัญ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานและประชาชน หากผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลซึ่งเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบไปใช้ในการโจมตี สำหรับข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยหรือรั่วไหล กมช. แจ้งว่า เกิดจากสาเหตุและลักษณะการโจมตี ดังนี้

– การโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing): ผู้ไม่หวังดีส่งอีเมล/เว็บไซต์ปลอม หลอกให้ผู้ใช้กรอกรหัสผ่านเอง

– มัลแวร์/Keylogger: มีการติดตั้งโปรแกรมแอบแฝงในเครื่องของผู้ใช้ แล้วดักจับข้อมูลการพิมพ์ เช่น รหัสผ่าน

– Credential ถูกเก็บไว้อย่างไม่ปลอดภัย: บัญชีผู้ใช้งาน (ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน) ถูกเก็บไว้ในระบบหรือเว็บไซต์ในรูปแบบของข้อความตัวอักษรปกติที่สามารถอ่านออกทันทีโดยไม่ต้องเข้ารหัส หรือมีการแชร์บัญชีผู้ใช้งานกับบุคคลอื่นเพื่อใช้งานร่วมกัน

– การใช้รหัสผ่านซ้ำ: มีการนำรหัสผ่านเดียวกันไปใช้หลายระบบ ซึ่งหากระบบใดระบบหนึ่งถูกล้วงข้อมูลจะทำให้รหัสผ่านหลุดทั้งหมด

– การตั้งรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม: การใช้รหัสผ่านที่เดาได้ง่าย เช่น 123456 หรือ password หรือชื่อหน่วยงาน

– ระบบไม่ได้บังคับใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA): หากผู้ไม่หวังดีได้รหัสผ่านไป จะทำให้สามารถเข้าสู่ระบบได้ทันที

– รหัสผ่าน หรือ Token ถูก Hard – code ไว้ใน Source Code: พบมากในโค้ดที่แชร์ใน Github หรือระบบควบคุมเวอร์ชันต่าง ๆ

– การรั่วไหลจากบุคลากรภายใน: ผู้มีสิทธิ์เข้าถึงระบบนำข้อมูลออกไปโดยเจตนาหรือโดยประมาท

– ระบบไม่มีการตรวจสอบหรือแจ้งเตือนความผิดปกติ: ไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีการใช้งาน Credential อย่างผิดปกติ

อีกทั้ง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เป็นประธานการประชุมยกระดับมาตรการการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ตรวจพบว่ามีข้อมูลประชากรโลกที่รั่วไหลกว่า 50,000 ล้าน User และพบว่าข้อมูลเป็นข้อมูลของประเทศไทยประมาณ 200 กว่าล้าน User ซึ่งพบการรั่วไหลในหลาย ๆ ระยะเวลา และหลาย ๆ User จากระบบข้อมูลภาครัฐที่มีเกือบ 30,000 ระบบ และระบบของภาคเอกชนที่มีมากกว่า 35,000 ระบบ กระทรวงดีอี จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานและภาคประชาชน พบว่ามีแหล่งข้อมูล ช่องทางการรั่วไหล และกระบวนการต่าง ๆ ที่ผู้ไม่หวังดีได้ทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูล โดยเตรียมดำเนินการ Cleansing ตรวจสอบระบบการจัดเก็บข้อมูลของภาครัฐที่มีประมาณ 30,000 ระบบ และใช้มาตรการ MFA (Multi-Factor Authentication) โดยให้เพิ่มการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย เพื่อลดความเสี่ยงกรณี Username และ Password ถูกขโมยหรือรั่วไหล และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณา ให้หน่วยงานได้ปรับเปลี่ยน Username และ Password ในการเข้าระบบงาน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย Multi – Factor Authentication (MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตามที่ คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กมช.) เสนอ เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจและนักลงทุน และประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล และให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐและเอกชนดำเนินการตามมติ กมช. ดังกล่าว ทั้งนี้ พ.ร.บ. รักษาความมั่นคงปลอดภัยฯ ให้ สกมช. มีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนในการตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที

โดยที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบ 3 มาตรการ ที่เป็นผลจากการประชุมของคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เสนอ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดังนี้

1. Force Reset Password โดยบังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐกว่า 300 กรม เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดทันที เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายนำฐานข้อมูลเก่าที่รั่วไหลไปสวมรอยใช้งานได้อีก

2. System Cleansing ใน 15 วัน โดยให้ทุกกระทรวงและ 300 กรม ตรวจสอบระบบสารสนเทศในสังกัดกว่า 30,000 ระบบ หากพบระบบใดที่เป็นระบบเก่าหรือระบบร้างที่ไม่ใช้งานแล้ว ให้ทำการปิดการเข้าถึงเชิงระบบ (Back-end) ถาวรภายใน 15 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายหน่วยงานเข้าใจว่าปิดหน้าเว็บไปแล้ว แต่ระบบหลังบ้านยังเปิดทิ้งไว้จนกลายเป็นช่องโหว่ 

3. ยกระดับใช้ยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (ระบบ MFA) ในระบบภาครัฐทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม

การดำเนินการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล จะช่วยยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายดิจิทัลของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล แม้มาตรการนี้อาจเพิ่มภาระบางส่วนต่อหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ แต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านไซเบอร์ในระยะยาว ยกระดับความน่าเชื่อถือของบริการภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และภาคธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง