สทนช. ลงพื้นที่สงขลา ถอดบทเรียน “หาดใหญ่โมเดล”

เลขาธิการ สทนช. ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เร่งถอดบทเรียน “หาดใหญ่โมเดล” เดินหน้าบูรณาการกับจังหวัดและหน่วยที่เกี่ยวข้อง เตรียมซักซ้อมแผน ผุดคู่มือรับมืออุทกภัย มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ย้ำชัด “หาดใหญ่จะต้องไม่เกิดเหตุซ้ำแบบเดิม”

 นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อติดตามการดำเนินงานของคณะทำงานถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย ภายหลังผู้เชี่ยวชาญจาก JICA ประเทศญี่ปุ่น ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในอำเภอหาดใหญ่ ตั้งเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ ด้วยการนำ “หาดใหญ่โมเดล” มาพัฒนาเป็นแนวทางต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่น ก่อนกำหนดให้มีการซักซ้อมแผนรับมือก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ปี 2569

 นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะประธานคณะกรรมการถอดบทเรียน ได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติแต่งตั้งคณะทำงานถอดบทเรียนฯ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งการถอดบทเรียนครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และ JICA ที่เข้ามาช่วยให้ข้อเสนอแนะแนวทางการรับมือ หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต

 เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ตนได้ลงตรวจติดตามสถานี X.90 บ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการคาดการณ์ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่เขตเมืองหาดใหญ่ จากนั้นได้ลงพื้นที่สำรวจคลอง ร.1, ร.3, ร.4, ร.5 และ ร.6 อำเภอหาดใหญ่, บริเวณลานหัวพญานาค อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ปิดท้ายที่จุดตัดคลองอู่ตะเภากับถนนลพบุรีราเมศวร์ และจุดตัดคลอง ร.1 กับถนนลพบุรีราเมศวร์ เพื่อให้เห็นสภาพพื้นที่จริง ก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมการอีกครั้งในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2568 เพื่อสรุปแผนงาน เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะนำแผนทั้งหมดไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อนำมาวางแผนแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน สั้น กลาง ยาว โดยรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า ฤดูฝนปีนี้ หาดใหญ่จะต้องไม่เกิดเหตุซ้ำแบบเดิม แม้แนวโน้มฤดูฝนปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

 สำหรับการดำเนินงานของ JICA ภายหลังผู้บริหาร สทนช. คณะทำงาน และผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น ลงพื้นที่รับทราบปัญหาและรวบรวมข้อมูล เพื่อนำไปจัดทำ (ร่าง) แผนงาน คู่มือ และแผนการซักซ้อมรับมืออุทกภัยของอำเภอหาดใหญ่นั้น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้บูรณาการแผนร่วมกับหน่วยงานที่เสนอแผนงานเข้ามา เพื่อพิจารณาความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะโครงการที่อาจต้องขอใช้งบกลาง รวมถึงการทำงานร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการซักซ้อมแผนรับมืออุทกภัย เพื่อให้ประชาชนทราบว่าหากเกิดเหตุการณ์ขึ้น ต้องเตรียมตัวและปฏิบัติอย่างไร โดยผลสำเร็จคือการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจน และนำผลการศึกษาจากพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ไปใช้เป็นแนวทางสำหรับพื้นที่อื่นด้วย

 สำหรับอำเภอหาดใหญ่ ส่วนสำคัญที่สุดคือ “การคาดการณ์” โดยขณะนี้ได้มีการตรวจสอบข้อมูลพื้นที่ต้นน้ำ รวมถึงความพร้อมของเครื่องมือว่ามีเพียงพอหรือจำเป็นต้องเพิ่มเติมหรือไม่ เมื่อทราบข้อมูลปริมาณฝนแล้ว จะสามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่เขตเมืองหาดใหญ่ได้ ต่อมาคือการประมวลผลระดับน้ำ และกำหนดแนวทางซักซ้อมแผนการอพยพในแต่ละระดับสถานการณ์ ซึ่งอาจทำเป็นเคสสมมติ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเตรียมพร้อม อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวจำเป็นต้องสร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักว่า เมื่อเกิดฝนตกหนักและมีการแจ้งเตือน ต้องมีความเชื่อมั่นในระบบการเตือนภัย ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องพัฒนาการคาดการณ์ให้มีความแม่นยำ เพื่อให้การเตือนภัยมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยต้องดำเนินการควบคู่กับ ปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการซักซ้อมแผน และจากการประชุมถอดบทเรียนที่ผ่านมา จะนำข้อมูลทั้งหมดมาผนวกใช้ร่วมกัน

 ด้านการรับมือสถานการณ์ฤดูแล้ง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมมาตรการรับมือฤดูแล้งทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังต้องเฝ้าระวัง แม้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำจะมากกว่าปกติจากปีที่ผ่านมา โดยได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์สถานการณ์ ซึ่งพบว่าเอลนีโญจะเริ่มอ่อนกำลังลงตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำ จำเป็นต้องมองแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี ทั้งนี้ คาดว่าฤดูแล้งปีนี้จะสามารถบริหารจัดการผ่านไปได้ด้วยดี

 เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของ สทนช. คือการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานทั้งด้านภัยแล้งและอุทกภัย โดยได้มีการตั้งคณะทำงานด้านน้ำท่วมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา และเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมดำเนินงาน ซึ่งตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาอย่างหนัก จึงนำ “หาดใหญ่โมเดล” มาใช้เป็นแนวทางควบคู่กัน สำหรับสถานการณ์ฤดูแล้งยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยช่วงนี้จะมีการประชุมถี่ขึ้น และมอบหมายให้ทุกหน่วยงาน ทั้งกรมการประปา หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง หากพบจุดเสี่ยง สทนช. จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การประปา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการน้ำช่วยเหลือกันอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง