นายกฯ หารือ เอกนิติ – ศุภจี – สีหศักดิ์ รับมือภาษีสหรัฐฯ เร่งเจรจาการค้า เพื่อรักษาผลประโยชน์ผู้ส่งออกไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากกรณีที่ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาตัดสินว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่มีอำนาจปรับเพิ่มภาษีนำเข้า ซึ่งหลังจากนั้นนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีจากทุกประเทศ 10% ทันที และวันต่อมาเพิ่มเป็น 15% นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือกับทีมเศรษฐกิจที่มีตนเอง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อออกมาตรการรับมืออย่างเหมาะสม ซึ่งที่ประชุมได้วิเคราะห์ถึงความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากการปรับมาตรฐานภาษีให้เท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยจึงต้องเน้นการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย พร้อมมอบหมายให้เลขาธิการกฤษฎีกาไปเตรียมขับเคลื่อนในส่วนนี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า เบื้องต้นไทยได้รับประโยชน์หลังถูกเก็บภาษีลดลง จากร้อยละ 19 เหลือร้อยละ 15 ขณะที่ประเทศคู่แข่งเคยเจรจาภาษีได้อัตราร้อยละ 10 ก็ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 จึงถือเป็นโอกาสเร่งส่งออกในช่วง 150 วัน โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเพิ่มเติม และรักษาผลประโยชน์ผู้ส่งออกไทย รวมทั้งขอให้กระทรวงพาณิชย์เตรียมความพร้อมเปิดเจรจาเขตการค้าเสรี เพื่อขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ รองรับความไม่แน่นอนที่ยังคงเพิ่มขึ้น เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนเครื่องมือกีดกันทางการค้าจาก Reciprocal Tariff (ภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม) เป็นกฎหมายการค้าอื่นๆ ซึ่งสามารถกำหนดอัตราภาษีทั้งรายสินค้าและรายประเทศ ส่วนกระทรวงการคลังทำงานใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเร่งรัดคำขอรับส่งเสริมการลงทุน ภายใต้มาตรการ Thailand FastPass ควบคู่กับการทำงานร่วมกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เร่งรัดการแก้ไขระเบียบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคการลงทุน

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยังคงต้องประเมินผลกระทบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มองว่าการเรียกเก็บภาษี 15% ในช่วงเวลา 5 เดือนของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ เข้าไปเจรจา

ขณะที่นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยจากกรณีดังกล่าว จะเพิ่มโอกาสให้กับสินค้าไทยในสหรัฐอเมริกาเนื่องจากการที่สหรัฐฯ กำหนดให้อัตราภาษีไทยลดลงจาก 19% เป็น 10% และเพิ่มเป็น 15% จะทำให้ต้นทุนของสินค้าบางชนิดลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าปลายทางในสหรัฐฯ ลดลง ทำให้ผู้ซื้อสินค้าในประเทศสหรัฐฯ มีกำลังซื้อมากขึ้น เพิ่มโอกาสนำเข้าสินค้าจากไทยที่ลังเลอยู่ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา (Price Sensitive) เช่น กลุ่มสินค้าอาหารบางประเภท สิ่งที่ต้องระวังคือประเทศคู่แข่งของไทยที่เคยถูกเก็บภาษี สูงกว่า 10% ก็ได้รับอานิสงส์จากการปรับภาษีมาอยู่ที่ระดับเดียวกัน ทำให้ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น และอีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือค่าเงินบาท ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย โดยสินค้าที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ สินค้าไฟฟ้าบางประเภท และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ ขณะที่สินค้าที่อาจได้รับอานิสงส์คืออาหารบางประเภทที่มีความอ่อนไหวต่อราคา อย่างไรก็ตามแม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ ทำให้ไทยต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป ส่วนประเด็นการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้าต่างๆ ให้กับสหรัฐฯ ต้องพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐฯ ด้วยว่าจะมีการใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่

ด้าน น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ยังจับตาการส่งออกอย่างใกล้ชิดแม้ว่าตัวเลขจะสูงแต่ยังเป็นกังวลเพราะไม่รู้ว่าวัฏจักรนี้จะจบเมื่อไร ซึ่งกรมจะหาทางบุกเจาะตลาดต่อเพราะภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลงทุกคนได้เท่ากันจะหยุดขยายตลาดไม่ได้ โดยได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ เร่งหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่ดูแล ทั้งสินค้าและบริการที่ไทยมีโอกาสให้ส่งข้อมูลกลับมา จะได้พูดคุยหารือกับผู้ส่งออกเพื่อดูโอกาสไปช่วงชิงได้ เฉพาะสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดสำคัญจะมีมาตรการเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก ล่าสุดได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ มาไทย เพื่อเจรจาธุรกิจกับผู้ส่งออกไทย

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นทุกฝ่ายจึงยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ เพื่อรอดูผลกระทบที่แท้จริง เบื้องต้นการที่สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันหมดที่ 15% ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นในช่วงแรก เมื่ออัตราภาษีถูกปรับให้เท่ากันจะส่งผลให้เกิดสภาวะสนามการค้าที่ทุกประเทศมีความเท่าเทียมกันในแง่ของอัตราภาษีนำเข้าในภาพรวม หรือ Level Playing Field ซึ่งปัจจัยที่จะตัดสินความได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้าหลังจากนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาระหว่างประเทศ รวมถึงประสิทธิภาพและต้นทุนในการผลิตสินค้าของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ ผู้ประกอบการแต่ละประเทศจะต้องกลับไปแข่งขันกันที่พื้นฐานและความสามารถของอุตสาหกรรมการส่งออกของตนเองแทน ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามยังมีความไม่แน่นอนสูงของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากอัตราภาษี 15% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้ 150 วันเท่านั้น หลังจากพ้นช่วงนี้ไปแล้วอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงอีก ในส่วนของการปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะที่ไม่มีความแน่นอนนี้ จึงควรเน้นไปที่การดูแลเรื่องการทำตลาดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ายังสามารถจำหน่ายต่อไปได้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง