นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดี กรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคไข้หูดับคือ ภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus Suis ก่อโรคโดยทำให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบและอาจมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือหูดับ หรือสูญเสียการได้ยินแบบถาวรและบางรายอาจเสียชีวิตได้ โดยเชื้อแบคทีเรียนี้ จะอยู่ในเยื่อบุทางเดินหายใจของหมูและอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วย สามารถติดต่อได้ 2 ทางคือ ทางการบริโภคเนื้อหมูและเลือดหมูดิบ หรือปรุงไม่สุก การสัมผัสหรือบริโภค เนื้อหมู เครื่องใน และเลือดของหมูที่กำลังป่วยเป็นโรค ผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกายหรือทางเยื่อบุตา ส่วนมากแล้วอาการของโรคจะเกิดขึ้นหลังจากรับเชื้อ 3-5 วัน หากไม่รักษา เชื้อจะเข้าสู่เยื่อหุ้มสมอง ประสาทหูชั้นในและกระแสเลือด จนมีอาการรุนแรง จะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง ลิ้นหัวใจ ข้อและเยื่อบุตา เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อปลายประสาทรับเสียง ทำให้สูญเสียการได้ยินหรือหูดับหรือโรคหูหนวก โดยกลุ่มเสี่ยงที่หากสัมผัสเชื้อแล้วจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้มาก ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง กลุ่มบุคคลที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำจากสาเหตุต่างๆ
ด้าน ผศ.(พิเศษ) นพ.พจน์ อินทลาภาพร หัวหน้างานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การรักษาการในเบื้องต้นจะให้ยาปฎิชีวนะชนิดฉีดเพื่อครอบคลุมเชื้อที่สงสัยและให้การรักษาต่อมาด้วยยาปฎิชีวนะที่มีฤทธิ์เฉพาะ เมื่อทราบผลการเพาะเชื้อและดูแลภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม โรคไข้หูดับ เป็นโรคที่ป้องกัน โดยดูแลร่างกายตนเองให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงจากการสัมผัสหรือบริโภคเนื้อหมูที่ไม่ได้รับการปรุงสุก หากเลี่ยงการสัมผัสเนื้อหมู หรือส่วนประกอบของเนื้อหมูไม่ได้ก็ควรมีการป้องกันเบื้องต้น เช่น สวมถุงมือ ใส่รองเท้าบูท และล้างมือทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสที่มีความเสี่ยง เป็นต้น








