นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ครั้งที่ 6/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศอย่างใกล้ชิด โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. พีทีจี เอ็นเนอร์ยี ซัสโก้ เชลล์ และบางจาก เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน และกลุ่มรถขนส่ง เข้าร่วมประชุม
ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่าได้รับทราบสถานการณ์น้ำมันของประเทศจากการติดตามตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าส่งน้ำมัน บริษัทน้ำมัน จนถึงสถานีบริการน้ำมัน โดยพบว่า โรงกลั่นน้ำมันของประเทศไทยยังคงเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต สามารถผลิตได้ 175 ล้านลิตรต่อวัน และมีการจัดหาน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมปริมาณน้ำมันยังคงเพียงพอ ทั้งนี้ โรงกลั่นและคลังน้ำมันจะประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าคลังอย่างชัดเจน พร้อมเปิดจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในราคาที่ไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ โดยกระทรวงพลังงานจะกำกับดูแลผ่านกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้การจัดสรรน้ำมันเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการขนส่ง โดยเปิดให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถขนส่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง เพื่อให้การกระจายเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด
ส่วนกรณีการส่งออกน้ำมัน ประเทศไทยยังคงมีการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา แต่ได้มีการปรับลดปริมาณลง โดยการส่งออกไปยัง สปป.ลาว เฉลี่ยลดลงร้อยละ 25 และการส่งออกไปยังเมียนมาลดลงประมาณร้อยละ 20 จากระดับปกติ เพื่อรักษาสมดุลปริมาณน้ำมันภายในประเทศ และยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้ลักลอบส่งออกน้ำมันผ่านลาวไปกัมพูชาอย่างแน่นอน เพราะเพิ่งเดินทางไป สปป.ลาว และได้สอบถามผู้บริหารระดับสูงของลาวโดยตรง โดยได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่าไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเสริมเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและแก้ไขปัญหาการกระจายเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ อาทิ การเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่น การส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ เช่น น้ำมัน B20 ตลอดจนการพิจารณามาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ระบบพลังงานกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว พร้อมทั้งย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในภาพรวม โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการทั้งด้านการนำเข้าและการควบคุมการส่งออกอย่างเหมาะสม ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศอยู่ในระดับที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตึงตัวในบางช่วง มาจากความกังวลของประชาชนที่เร่งเติมและกักตุนน้ำมัน ส่งผลให้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน เป็นกว่า 84 ล้านลิตรต่อวัน จนเกิดภาวะตึงตัวชั่วคราวในบางพื้นที่ จึงขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้กักตุนน้ำมัน และขอให้มั่นใจว่าน้ำมันที่ดูเหมือนขาดหายไปไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อการส่งออกหรือวัตถุประสงค์อื่น แต่เป็นผลจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ หากสถานการณ์ความต้องการกลับสู่ภาวะปกติ จะทำให้ปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการบริหารจัดการน้ำมันสำรองอย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้ภายในประเทศ พร้อมยืนยันว่าโดยภาพรวมยังไม่มีเหตุผลที่ประชาชนต้องกังวล และสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยรัฐบาลจะเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ แม้ว่าปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศยืนยันว่ามีความมั่นคงเพียงพอรองรับความต้องการใช้ และรัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B20 เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและเสริมความมั่นคงในระยะยาว
ด้านนายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวในการแถลงข่าวของ ศบก. ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง 5,060 ล้านลิตร หรือประมาณ 41 วัน และเมื่อรวมปริมาณน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง และที่ยืนยันการนำเข้าแล้วอีก 7,396 ล้านลิตร หรือประมาณ 59 วัน ทำให้มีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 100 วัน อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศจำนวน 2,649 แห่ง ในช่วงวันที่ 15 – 17 มีนาคม 2569 พบว่า มีสถานีบริการปิดชั่วคราว 241 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 9.1 เปิดให้บริการแต่น้ำมันบางชนิดหมดหรือใกล้หมด 1,912 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 72.2 และเปิดให้บริการปกติ 496 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 18.7 สาเหตุหลักเกิดจากข้อจำกัดด้านการขนส่งที่ไม่ทันต่อความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้ผ่อนผันมาตรการด้านการขนส่ง ให้สามารถขนส่งน้ำมันได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเพิ่มเที่ยวรถขนส่งน้ำมัน และเร่งกระจายน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงอยู่ระหว่างออกประกาศตามมาตรา 8 เพื่อยกระดับการกำกับดูแลด้านราคา
สำหรับการติดตามราคาสินค้า นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคา น้ำมัน สินค้าอุปโภคบริโภค และปุ๋ย ในช่วงเดือนมีนาคม รวมทั้งสิ้น 1,005 แห่ง แบ่งเป็น สถานีบริการน้ำมัน 538 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมี 244 แห่ง และตลาดและค้าปลีกค้าส่ง 223 แห่ง พบการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำนวน 5 ราย เป็นสถานีบริการน้ำมันท้องถิ่นขนาดเล็ก 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร (1 ราย) สระแก้ว (1 ราย) นครพนม (2 ราย) และเชียงราย (1 ราย) ซึ่งไม่ปิดป้ายแสดงราคา เจ้าหน้าที่ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ตามมาตรา 28 และเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว ส่วนข้อกังวลเรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายจังหวัด เริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวของราคาสินค้าบางรายการ เช่น ไข่ไก่ อาหารสด และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับค่าขนส่ง ซึ่งบางรายการปรับตัวตามฤดูกาล แต่จากการตรวจสอบยังไม่พบการปรับราคาที่ผิดปกติกว่าโครงสร้างต้นทุน สำหรับกรุงเทพมหานคร ในตลาดสด พบว่า เนื้อสุกร อาหารทะเล ถุงพลาสติก และบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนปรับสูงขึ้น แต่ผู้ค้าร่วมกับพาณิชย์ ช่วยตรึงราคาระดับเดิม ทั้งนี้ สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ แต่ขอให้ช่วยกันบริโภคอย่างพอเหมาะพอควร หากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรมสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายโดยทันที
นอกจากนี้กรณีแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่ประเทศอิสราเอล นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังได้รับการยืนยันจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ว่ามีแรงงานไทยที่ไปทำงานภาคการเกษตรเสียชีวิตจากระเบิดลูกปราย โดยผู้เสียชีวิต คือ นายชัยวัฒน์ แววนิล อายุประมาณ 30 ปี ชาวจังหวัดชัยภูมิ ได้สั่งการให้ทูตแรงงานในอิสราเอล ดูแลและกำชับแรงงานไทยที่ยังคงทำงานในอิสราเอลให้อยู่ในเขตที่ปลอดภัย และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด พร้อมเร่งประสานติดตามสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของแรงงานที่เสียชีวิต รวมถึงการเตรียมการนำร่างกลับประเทศไทย โดยจะส่งร่างผู้เสียชีวิตคืนให้กับครอบครัวภายใน 3 – 5 วันต่อจากนี้ ส่วนสิทธิประโยชน์ที่ทายาทของผู้เสียชีวิต จะได้รับ ประกอบด้วย 1. สิทธิประโยชน์กรณีสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศเสียชีวิตในต่างประเทศ จำนวน 40,000 บาท และกรณีมีค่าใช้จ่ายในการจัดการศพในต่างประเทศเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท 2. เงินบำเหน็จชราภาพ 71,459.14 บาท ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม ยังไม่รวมผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ 3. เงินชดเชยจากสถาบันประกันภัยอิสราเอล รวมทั้ง เงินช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ เงินค่าเล่าเรียนบุตร เงินช่วยเหลือทางจิตวิทยา ซึ่งจำนวนเงินได้รับขึ้นอยู่กับสถาบันประกันภัยฯ เป็นผู้พิจารณาและอัตราแลกเปลี่ยน








