นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม
หลังจากนั้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้เป็นประธานการประชุม ศบก. เพื่อหารือสถานการณ์ด้านพลังงาน ร่วมกับบริษัทผู้ค้าน้ำมัน อาทิ บริษัท ปตท. พีทีจี เอ็นเนอร์ยี ซัสโก้ เชลล์ สตาร์ และบางจาก รวมทั้งกลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมันและผู้ประกอบการคลังน้ำมัน หลังประชุมได้มีการแถลงข่าว โดยนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ข่าวที่ปรากฏในแต่ละวัน มีทั้งภาพความโกลาหลหรือความตื่นตระหนกจากการที่ประชาชนเข้าไปเติมน้ำมันในสถานีบริการแล้วไม่มีน้ำมันจ่ายให้ประชาชน จึงขอชี้แจงว่า ในแต่ละวัน โรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่) ได้มีการนำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการเกือบ 10,000 แห่ง จากในอดีตที่เคยเติมเข้าสู่สถานีบริการประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ขณะนี้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82-84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อผู้ใช้ในประเทศ
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งให้งดการเก็บน้ำมันสำรองที่จะมีการเพิ่มน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 ในวันที่ 31 มีนาคม เพิ่มอีก 1.5% และในวันที่ 10 เมษายน เพิ่มขึ้นอีก 1.5% ซึ่งรวมจะมีน้ำมันสำรองถึง 3% โดยขอให้คงน้ำมันสำรองให้มีเพียง 1% เหมือนก่อนที่จะมีการสู้รบเกิดขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการหารือว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่น ปล่อยน้ำมันและนำน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาด เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ทั้งหมด
ดังนั้นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีข้อสั่งการว่า ภายในสัปดาห์นี้จะต้องไม่มีสถานีบริการใดที่ไม่มีน้ำมันขาย เพราะจากการหารือ ผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกบริษัท ได้รับทราบและจะพยายามปฏิบัติให้ได้ตามที่นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการซึ่งจากการประชุมได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกบริษัทที่เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่นต่างๆ พยายามที่จะกลั่นให้ได้ 100% และบางโรงกลั่นอาจจะทำเกิน 100% เพื่อพยายามปล่อยน้ำมันทั้งหมด ให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 เพื่อบรรเทาและผ่อนคลายให้เพียงพอ ทั้งนี้คาดว่าสุดสัปดาห์นี้จะมีน้ำมันดีเซล สูตรใหม่ B20 ซึ่งทางโออาร์ บางจาก และเชลล์ จะนำออกมาขายให้ผู้ใช้บริการภาคอุตสาหกรรม โดยจะขายผ่าน Jobber
นอกจากนี้รัฐบาลได้จัดตั้ง “ชุดเฉพาะกิจ” เพื่อกำกับดูแลและตรวจสอบการบริหารจัดการน้ำมันทั้งระบบ โดยบูรณาการการทำงานของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ ครอบคลุมตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมัน ไปจนถึงสถานีบริการทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสต๊อก และดำเนินคดีตามกฎหมายหากพบการกระทำผิด
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ควรมีการนำเสนอภาพรวมการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (supply chain management) อย่างเป็นระบบ โดยแสดงเส้นทางและปริมาณการกระจายน้ำมันในแต่ละพื้นที่ เพื่อระบุจุดปัญหาได้อย่างชัดเจน ทั้งในระดับ Jobber
การขนส่ง และขั้นตอนอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยแม้ปริมาณน้ำมันในระบบโดยรวมยังเพียงพอ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะสถานีบริการ จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขคอขวด และบูรณาการข้อมูลเข้าสู่ระบบกลางหรือแดชบอร์ด (dashboard) เพื่อติดตามสถานการณ์แบบ real-time โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ความต้องการใช้น้ำมัน
มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากที่ปัจจุบันเปิดโอกาสให้ผู้ค้าสามารถนำสต๊อกสำรองออกมาใช้ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดนั้นคาดว่าจะสามารถเพิ่มได้อีกประมาณ 10 ล้านลิตร นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำระบบติดตามข้อมูล (tracking) เพื่อติดตามเส้นทางการกระจายน้ำมันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ให้สามารถตรวจสอบปริมาณในแต่ละจุดได้อย่างชัดเจน และป้องกันปัญหาการกระจายไม่ทั่วถึง ส่วนราคา ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมันในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน เพื่อป้องกันการจำหน่ายเกินราคา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคขนส่งและประชาชน ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ย้ำว่า ได้ปรับระบบการบริหารจัดการน้ำมันให้มีความโปร่งใสมากขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 รวมกว่า 200 ราย ต้องรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ได้รับ และการจำหน่าย ต่อกรมธุรกิจพลังงานทุกวัน พร้อมกันนี้ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการและคลังน้ำมันอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีการกักตุนหรือมีน้ำมันแต่ไม่จำหน่าย จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายทันที
ส่วนการสื่อสารทำความเข้าใจต่อสถานการณ์แก่ประชาชน นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชนทุกแขนง เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์และหาแนวทางแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชนในฐานะ “หุ้นส่วนการสื่อสาร” เพื่อร่วมกันถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านพลังงาน เศรษฐกิจและค่าครองชีพ และด้านความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง
ผู้แทนสื่อมวลชนได้สะท้อนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารสถานการณ์และการสื่อสารของรัฐบาล อาทิ การจัดทำระบบ รายงานสถานการณ์น้ำมันสำรองแบบ real-time เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน การพิจารณาประกาศราคากลางสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค การเร่งรณรงค์การประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการสื่อสารเรื่องการเติมการพร่องน้ำมัน และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อรับมือข่าวสารคลาดเคลื่อนในช่วงสถานการณ์วิกฤต
ทั้งนี้ นางสาวศุภมาส ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชนและทุกภาคส่วน และพร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้อง แก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ลดความตื่นตระหนก และเสริมสร้างเสถียรภาพของสังคม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง








