“พาณิชย์” จัดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพประชาชน “แรงงาน” เปิดเว็บไซต์“ไทยมีงานทำ” และ “คนทำงานอิสระ” ช่วยคนไทยมีงานทำ

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งมีราคาเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ 69.37 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล เป็น 112.19 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล (20 มีนาคม 2569) รวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากค่าเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ 31.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 32.67 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อผลิตสินค้าสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์หาแนวทางดูแลค่าครองชีพเพื่อช่วยเหลือประชาชน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้เชิญหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จํากัด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จํากัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จํากัด บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน) บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จํากัด (มหาชน) บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) บริษัท น้ำมันพืชไทย จํากัด (มหาชน) บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) และบริษัท ข้าวมาบุญครอง จํากัด เข้าร่วมประชุมหารือเพื่อดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย”

โดยจะกำหนดแนวทางในการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการลดหรือตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไปพร้อมกันเป็นการดูแลทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นที่สินค้ากลุ่ม House Brand ของห้างร้าน (สินค้าที่ร้านค้าปลีก หรือห้างสรรพสินค้าเป็นเจ้าของแบรนด์เอง) และสินค้าแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ของผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของประเทศ เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชน โดยแบ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน สินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง เป็นต้น คาดว่า จะเริ่มภายในเดือนเมษายน 2569 และมีระยะเวลาดำเนินการเบื้องต้นประมาณ 2 เดือน

นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ให้ตรึงราคาสินค้าและจัดโปรโมชันตามปกติ และพิจารณาจัดสรรสินค้าแบรนด์ทางเลือกในราคาพิเศษเพื่อส่งต่อไปยังร้านค้าส่ง-ปลีก ห้าง Modern Trade ให้พิจารณานำสินค้าวางจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการส่งข้อมูลรายการสินค้าที่จะปรับลดราคามายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายในวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อรวบรวมและขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราการว่างงาน การถูกเลิกจ้างที่จะส่งผลให้คนไทยได้รับความเดือดร้อนจากการว่างงาน ล่าสุดพบว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม (มาตรา 33) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ยปีละ 7% แต่สิ้นปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้างถึง 531,779 คน เพิ่มขึ้น 20% และในปี 2569 คาดว่าการเลิกจ้างแรงงาน มาตรา 33 ยังมีแนวโน้มเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน โดยมีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การแข่งขันรุนแรง ผลจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล – สหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงานมากขึ้น โดยกระทรวงแรงงานมีนโยบายที่จะทำให้คนไทยมีงานทำอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด คนไทยต้องมีงานทำ จึงได้มอบหมายและสั่งการให้กรมการจัดหางาน จัดหาตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุด ในระบบของกรมการจัดหางาน พบว่ามีมากกว่า 54,000 อัตรา รองรับความต้องการในหลายภาคธุรกิจ อาทิ งานขาย ธุรการ และคลังสินค้า ทั้งนี้ ได้ให้กรมการจัดหางานเร่งประชาสัมพันธ์และยกระดับแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ให้เป็นจุดเชื่อมต่อโอกาสในการทำงานของคนไทย โดยนำระบบ AI วิเคราะห์ทักษะ และพื้นที่ภูมิลำเนา เพื่อให้คนไทยเข้าถึงงานได้ “ถูกที่ ถูกเวลา และตรงความสามารถ” โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางการทำงานสำหรับแรงงานอิสระ โดยให้กรมการจัดหางาน พัฒนาแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” เพื่อเป็นศูนย์รวมงานและบริการอาชีพอิสระในรูปแบบออนไลน์ที่ทันสมัย ใช้งานง่าย และครบวงจรในจุดเดียว รองรับทั้งผู้ว่าจ้างที่ต้องการคนทำงานให้กับตนเอง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พนักงานประจำที่ต้องการหารายได้เสริม รวมถึงผู้ว่างงานที่มีทักษะความสามารถในการรับจ้างหรือให้บริการด้านต่างๆ เช่น ถ่ายภาพและตัดต่อวิดีโอ รับจ้างรีวิวสินค้า งานช่าง ทำอาหารและเย็บปักถักร้อย เป็นช่องทางที่ให้ผู้ว่าจ้างและผู้ประกอบอาชีพอิสระสามารถพูดคุย และตกลงจ้างงานกันได้โดยตรงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีการอัปเดตตำแหน่งงานที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งผู้ใช้งานทุกคนต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการใช้งาน

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า แพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” ยังเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถให้คะแนนรีวิวการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งานรายอื่นๆ ได้อีกด้วย โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวมีอาชีพครอบคลุมหลากหลาย ตั้งแต่การทำ Graphic & Design การตลาดและโฆษณา งานพิมพ์/เขียน/แปลภาษา งานผลิตภาพและเสียง Web & Programming งานให้บริการต่าง ๆ งานจัดทำสินค้าและอาหาร งานช่างนอกสถานที่ และการสอนพิเศษในวิชาหรือทักษะฝีมือต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ทักษะความสามารถของตนเองมาใช้สร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้ ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้งาน และผู้ว่าจ้างค้นหาคนทำงานที่ต้องการ ซึ่งสามารถใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ คนทำงานอิสระ.doe.go.th  หรือแอปพลิเคชัน “คนทำงานอิสระ”

สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่สนใจลงประชาสัมพันธ์งาน สามารถทำได้เอง โดยเริ่มจาก ลงทะเบียนยืนยันตัวตน นำเสนอผลงาน ลงประกาศผลงานของตนเอง พร้อมรายละเอียด บนแพลตฟอร์ม “คนทำงานอิสระ” ส่วนผู้ว่าจ้างสามารถเข้าใช้บริการได้ เริ่มจากลงทะเบียนเป็นผู้ว่าจ้าง ค้นหาผู้รับงานที่ถูกใจและพูดคุยรายละเอียดงานพร้อมส่งใบเสนอราคาอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทาง chat ของระบบ และรอรับการส่งงาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถให้เรตติ้งและรีวิวซึ่งกันและกัน ผ่านระบบออนไลน์ของแพลตฟอร์มได้ด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง