สธ. เฝ้าระวังยาสำคัญ 63 รายการรับมือเหตุตะวันออกกลาง

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่แพงขึ้น ทำให้ระบบบริการสาธารณสุขมีความเสี่ยงโดยเฉพาะเรื่องรถพยาบาลฉุกเฉิน รวมถึงวัตถุดิบพลาสติกผลิตภาชนะบรรจุยาและเวชภัณฑ์ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ตะวันออกกลางเสี่ยงที่จะขาดคราว ส่วนยาและเวชภัณฑ์ที่นำเข้า อาจมีต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และการขนส่งภายในประเทศล่าช้าจากข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิง แต่คงไม่ถึงขั้นขาดคราวหรือขาดแคลน กระทรวงสาธารณสุขได้วางมาตรการรับมือ 3 ระยะ โดยระยะสั้น 0-6 เดือน เน้นบริหารจัดการพลังงาน ลดการเดินทาง ประชุมออนไลน์ ให้มีการ Work From Home โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ประสานสถานีเชื้อเพลิงสำหรับรถพยาบาลฉุกเฉิน เพิ่มบริการผ่านระบบ Telemedicine ให้ได้ 30% โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีอาการคงที่ และใช้ระบบส่งยา Refill ทางไปรษณีย์ 100% รวมถึงปรับการจ่ายยาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้สั้นลงไม่เกินครั้งละ 1-2 เดือน ตามบริบทพื้นที่

” อย. ยังได้จัดทำ Watch List ยาและเวชภัณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่ ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้ในห้องผ่าตัด น้ำเกลือ น้ำยาล้างไต ยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ยารักษามะเร็ง รวมถึงวัคซีน โดยติดตามปริมาณสำรองคงคลังจากผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นมี 63 รายการ ขณะนี้มีปริมาณสำรองเพียงพอตั้งแต่ 3-12 เดือน และยังจัดทำมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เพื่อลดผลกระทบในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านภาชนะบรรจุและด้านวัตถุดิบ โดยให้สามารถยื่นขอคำแก้ไขเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ทดแทนแหล่งผลิตเดิมได้ ” นายพัฒนา กล่าว

ระยะกลาง 6-9 เดือน เพิ่มการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งปัจจุบันติดตั้งแล้ว 1,683 แห่ง คิดเป็น 90.6% มีกำลังการผลิต 129,113 กิโลวัตต์ รวม 188 ล้านหน่วย/ปี ช่วยประหยัดค่าไฟได้ 687 ล้านบาท/ปี และลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 88,258 TONco2/ปี มีการปรับเปลี่ยนใช้ยาทดแทนตามมาตรฐานทางการแพทย์ ส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรและวัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งยกระดับการใช้หมอพร้อม Super App ในการให้บริการทาง Telemedicine ส่วนระยะยาว 9 เดือนขึ้นไป มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด เปลี่ยนรถเก่าเป็นรถไฟฟ้า ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายาในประเทศเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพ รวมถึงขยายหน่วยบริการปฐมภูมิและนำ AI มาใช้ สำหรับการบริหารจัดการยาขององค์การเภสัชกรรม พบว่า เป็นผู้ผลิตเอง 203 รายการ เป็นผู้จัดหา 171 รายการ ได้จัดซื้อและสำรองวัตถุดิบจากแหล่งผู้ผลิตในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมเพื่อป้องกันความผันผวน และเพิ่มแหล่งวัตถุดิบที่สามารถใช้ทดแทนกันได้จากผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชียเพื่อกระจายความเสี่ยง

มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นหน่วยบริหารจัดการภายในพื้นที่ ตรวจสอบทรัพยากรสำคัญ 5 กลุ่ม คือ น้ำมัน ยา เวชภัณฑ์ ออกซิเจน และชุด PPE อย่างใกล้ชิด ซึ่งจากข้อมูลที่เข้ามาในระบบรายงาน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบในระดับปานกลางจากน้ำมันเชื้อเพลิง 25 จังหวัด แต่ยังให้บริการได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังให้จัดทำแผนความต่อเนื่องบริการ (BCP) รวมถึงยกระดับงานเอกสารราชการสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยอนุมัติให้ทุกหน่วยงานส่วนภูมิภาคใช้งานระบบ e-Office ให้แล้วเสร็จภายใน เดือนพ.ค.69

ข่าวที่เกี่ยวข้อง