กบน. ลดราคาน้ำมันดีเซล 2.14 บาท/ลิตร “ศุภจี – วราวุธ” เร่งแก้วิกฤตเม็ดพลาสติก

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ใช้สูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์รูปแบบใหม่ ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร โดยราคาขายปลีกหน้าปั๊ม น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ กบน. ได้เห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาตลาดโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 293 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 255 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในวันที่ 7 เมษายน 2569 โดยมีการปรับลดเงินชดเชยดีเซล B7 ลง 3.54 บาทต่อลิตร (จากเดิม 18.54 บาทต่อลิตร เหลือ 15.00 บาทต่อลิตร) และดีเซล B20 ลดลง 3.06 บาทต่อลิตร (จากเดิม 20.09 บาทต่อลิตร เหลือ 17.03 บาทต่อลิตร) ส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีรายจ่ายน้อยลง 288.44 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,533.05 ล้านบาท เหลือรายจ่าย 1,244.61 ล้านบาท การลดการชดเชยในครั้งนี้ เพื่อรักษาสมดุลและสร้างเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันพบว่าภาพรวมยังคงน่ากังวล โดยมีสถานะติดลบรวมกว่า 57,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 20,254 ล้านบาท บัญชี LPG ติดลบ 37,508 ล้านบาท

ขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่เข้าใจสถานการณ์วิกฤตโลกที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ และขอบคุณกลุ่มโรงกลั่น ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาและลดภาระให้แก่สังคม การร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวนของโลก

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติก ร่วมกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าร่วม หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศให้ “เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา จากความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ

นางศุภจี เปิดเผยว่า เม็ดพลาสติกถือเป็นสินค้าต้นทางสำคัญของอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งบรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยการกำหนดมาตรการจะพิจารณาอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ และมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการจะเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. การกำหนดสินค้าเป้าหมาย (Focus Items) เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และถุงพลาสติก เพื่อดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด

2. การใช้วัสดุทดแทน รวมถึงหารือผู้ประกอบการในการ Simplify SKU (Stock Keeping Unit) ทำให้รายการสินค้าเรียบง่ายขึ้นลดความซับซ้อน และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ (Redesign) ในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาพลาสติกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

3. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถรีไซเคิลได้เพียงร้อยละ 20–25 เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการคัดแยกขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ยังควรปรับพฤติกรรมผู้บริโภคลดการใช้พลาสติก และจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อบริหารจัดการรองรับภาวะขาดแคลน ดูแลต้นทุนและราคาที่เหมาะสมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน พร้อมใช้เป็นโอกาสในการลดการใช้พลาสติกและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกำหนดมาตรการทั้งระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และป้องกันการกักตุนสินค้า

ทั้งนี้ จากกรณีที่อเมริกาประกาศหยุดยิงอิหร่านชั่วคราว 2 สัปดาห์ ถือเป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยให้สถานการณ์ด้านการขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเอื้อต่อการบริหารจัดการสินค้าควบคุมของไทย โดยขณะนี้ยังต้องติดตามสต๊อกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สินค้าจำเป็นมีเพียงพอและราคาเหมาะสม โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งหารือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อจัดตั้งกลไกเฉพาะกิจ (Task Force) ในการรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติกอย่างเป็นระบบต่อไป

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เป็นสัญญาณที่น่ายินดีในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ ระหว่าง อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา คาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้โอกาสนี้เป็นก้าวสำคัญไปสู่การหยุดยิงที่ยั่งยืนถาวร และนำไปสู่สันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากปัจจุบันความขัดแย้งและความรุนแรงได้สร้างความเสียหายอย่างมาก ทั้งต่ออิหร่าน ประเทศในภูมิภาค และประเทศนอกภูมิภาค โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและเข้าถึงได้ยาก ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามเนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน จึงขอให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และประสงค์จะเดินทางกลับ ใช้ช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยโดยเร็ว

สำหรับภารกิจในช่วงวันที่ 15-16 เมษายน 2569 จะเดินทางไปประเทศโอมาน ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน เพื่อขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือลูกเรือ “มยุรีนารี” ซึ่งลูกเรือ 20 คนได้รับการช่วยเหลือและเดินทางกลับถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย ทั้งนี้เป็นที่น่าเสียใจที่หน่วยกู้ภัยของอิหร่านและโอมานสามารถเข้าไปในตัวเรือได้ ซึ่งในที่สุดทราบว่าลูกเรือทั้ง 3 คนเสียชีวิตแล้ว จึงขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย

อีกทั้งจะมีการหารือระหว่างโอมานกับอิหร่าน ในการบริหารการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและคงหลักเสรีภาพทางการเดินเรือ ซึ่งไทยต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดและคาดหวังว่าช่วงหยุดยิง 2 สัปดาห์จะเปิดทางให้เรือที่ติดค้างสามารถเดินทางผ่านได้ ขณะนี้มีเรือของไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับถึงประเทศแล้ว 1 ลำ แต่ยังมีเรือไทยอีก 9 ลำ รอสัญญาณผ่าน รวมถึงเรือบรรทุกปุ๋ย ซึ่งมีความสำคัญต่อการสำรองวัตถุดิบด้านการเกษตรของประเทศ จึงขอให้มีการเปิดทางในช่วงเวลาดังกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง