นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลคือสัญญาประชาคมจะขับเคลื่อนประเทศไปที่จุดหมายใด ใช้ระยะเวลาเท่าไร เปรียบง่ายๆ เหมือน GPS นำทาง ซึ่งนโยบายนี้ยังเป็น GPS แบบเดิมแบบเบลอๆ มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น ที่มองใกล้ไม่ชัดเพราะนโยบายระยะสั้น นโยบายเร่งด่วนไม่ได้เขียน และที่มองไกลไม่เห็น เพราะอ่านจนจบแล้ว ไม่เห็นเป้าหมายปลายทาง จะเดินหน้าไปสู่อะไร
ด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลาง เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ปัญหาเรื่องซัพพลายช็อกจะอยู่กับเราไปยาวๆ ทำให้คาดการณ์ GDP ของทุกสำนักที่ประเมินออกมาไม่เกิน 1.5% ส่วนเงินเฟ้อน่าจะพุ่งเกิน 3% ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะโตต่ำ โดยวิธีทางแก้ที่จะนำพาประเทศออกจากวิกฤตนี้ก็จะยากขึ้น เพราะจะกระตุ้นมากก็ไม่ได้ ของจะแพงขึ้นไปอีก และสินค้ามีทีท่าว่าจะขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลจะเยียวยาประชาชนอย่างไร เพราะยังไม่เห็นนโยบายอะไรนอกจากโครงการคนละครึ่ง ซึ่งอยู่ในโหมดของทักษะดิจิทัล ไม่ได้อยู่ในเศรษฐกิจ
สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเริ่มได้ในเดือน พ.ค. นี้ แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส จะเหลือเพียงแค่ 9 ล้านคนจาก 13.4 ล้านคน คำถามคือถ้าต้องคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่สามารถทำได้เสร็จภายในเดือน พ.ค. หรือไม่ เพราะรอบที่แล้วมีความเจ็บปวดมาก ประชาชนต้องไปอำเภอหลายครั้ง ต้องพาลูกเมียไปเพื่อยืนยัน และมอบการอนุญาตเข้าถึงข้อมูล สิ่งที่เรายังไม่รู้อีกอย่างคือ ระยะเวลาโครงการยังไม่ชัดเจน แต่ที่ชัดเจนแล้วคือเงินที่นำมาใช้คือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณและงบกลาง ซึ่งถ้าจะออก พ.ร.บ. โอนงบฯ 2569 ในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. จริงหรือ มันจะคล้ายๆ กับการเกลี่ยก่อนกู้ ตกลงจะกู้จริงๆ แล้วหรือไม่ เพราะมีข่าวลือว่ารัฐบาลจะมีแผนออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ข้ามหัวสภาไปเลย โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยวิธีการนี้สะท้อนปัญหาวิกฤตการคลังที่รัฐบาลเผชิญอยู่ ถึงจะไม่มีวิกฤตพลังงาน ก็มีความเสี่ยงทางด้านการคลังที่ค่อนข้างวิกฤตอยู่แล้ว
ส่วนรายจ่ายก็กำลังมีปัญหา เพราะงบกลางก็ถูกใช้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท สมัยแรกๆ ของรัฐบาลอนุทิน 1 ส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินก็เหลืออีกไม่มาก เท่าที่ได้ไปสืบทราบมาเหลืออยู่ประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งตอนแถลงนโยบายเดือน ก.ย. 2568 ได้เคยพูดถึงโครงการคนละครึ่งที่ต้องใช้เงิน 44,000 ล้านบาท บวกกับเงินที่ต้องเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 ล้านบาท ใช้เงินในส่วนของงบกลาง ซึ่งต้องสำรองไว้ในยามฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ ใช้ไปเยอะมาก แค่เดือนแรกๆ ใช้ไป 1 ใน 3 ของเงินสำรองนี้ เคยเตือนไว้แล้วว่าหากเกิดวิกฤตจริงๆ จะยุ่ง แล้วก็ยุ่งจริงๆ ตอนนี้รัฐบาลต้องหาเงินเพิ่มในการโอนงบ








