นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ Baa1 สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความยินดีต่อกรณีที่ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” (Negative Outlook) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ระดับ Baa1 (กลุ่มที่ลงทุนได้ Investment Grade เป็นระดับที่แสดงว่ามีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เหมาะสมสำหรับการลงทุน) สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล ช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว ประกอบกับการลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง มีผลจากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล อาทิ Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต แม้ระดับหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อีกทั้งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569 (The 2026 Kearney FDI Confidence Index: FDICI) ระบุว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกได้อีกครั้ง หลังจากไม่ติดอันดับต่อเนื่อง 2 ปี (2567–2568) นับจากปี 2566 สะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจน ผ่านการขยายสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

การที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” ควบคู่กับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประชาชนอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเร่งวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน

นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้อธิบายถึงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญของการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และการคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ที่ Baa1 จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ว่า

1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และการสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย

4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และ 62 ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

5. ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 ถึง 50 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทาง การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยมุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้าควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง