นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
นายไชยชนก เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับภัยคุกคามไซเบอร์ โดยยังคงกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ และยกระดับการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยคณะกรรมการฯ ได้ติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการมาตรการอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปิดช่องทางในการสร้างผลกระทบและความเสียหายต่อประชาชน
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้กำหนดมาตรการประกาศรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง (HR-03) โดย ธปท. ได้มีการระงับบัญชีม้า ณ สิ้นเดือน มี.ค. 69 จำนวน 2.46 แสน รายชื่อ จำนวนรวม 3.56 ล้านบัญชี โดยมีมูลค่าเงินจากการระงับบัญชี จำนวนประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลรายชื่อบัญชีม้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ในการดำเนินมาตรการ และขยายเพิ่มขึ้นในส่วนของสถาบันการเงิน กลุ่ม Non-Bank กลุ่มรับแลกเปลี่ยนเงิน และผู้ประกอบการค้าทอง ฯลฯ
ขณะเดียวกันการบูรณาการปราบปรามขยายวงกว้างมากขึ้น โดยการร่วมลงนาม MOU ปราบปราม “นอมินี” ร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้บัญชีนิติบุคคลเป็นช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์
ด้าน สำนักงาน กสทช. ได้เตรียมบูรณาการจัดการสัญญาณชายแดนเพื่อลดผลกระทบการใช้งานของประชาชน โดยกำหนดจัดพื้นที่ใน จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) เปิดใช้งานสัญญาณเฉพาะเบอร์ที่ลงทะเบียนถูกต้องเท่านั้น
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้หารือมาตรการปรับเกณฑ์การดูแลบัญชีธนาคารของเยาวชนที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นการจำกัดการโอนเงิน ถอนเงินไม่เกินจำนวนที่กำหนด เพื่อป้องกันมิจฉาชีพใช้บัญชีของเยาวชนเป็นช่องทางรับเงินจากการก่ออาชญากรรมออนไลน์ หลังจากตรวจสอบพบว่า มีบัญชีธนาคารของเยาวชนจำนวนกว่า 6,500 บัญชีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า
ในส่วนของการออกหลักเกณฑ์คืนเงินให้กับผู้เสียหายนั้น คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาบัญชีธนาคารซึ่งได้รับการตรวจสอบแล้วว่ามีเส้นทางการเงินที่ชัดเจน และไม่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เพื่อเร่งรัดการคืนเงินในส่วนของผู้บริสุทธิ์ ซึ่งได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด
“รัฐบาลคงให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นผลกระทบและสร้างความเสียหายให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เรากำลังเผชิญภาวะวิกฤตด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนไทยในขณะนี้ ฉะนั้นสำหรับพวกเราเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญมากกว่าเดิม เราจะมุ่งมั่นและดำเนินการอย่างสุดความสามารถต่อไป” นายไชยชนก กล่าว








