ไทย-ลิทัวเนีย มุ่งขยายความร่วมมือการค้า การลงทุน เทคโนโลยีชั้นสูง และอาหาร เชื่อมโอกาสการลงทุนไทยสู่ตลาดยุโรป

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายแกสตุติส บุดรีส (H.E. Mr. Kestutis Budrys) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐลิทัวเนีย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายหารืออย่างเป็นกันเองและเป็นมิตร พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ที่จะยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับลิทัวเนียในหลากหลายสาขา

นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลิทัวเนีย ซึ่งเป็นการเยือนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศในรอบ 22 ปี พร้อมแสดงความยินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกำลังมีพัฒนาการที่สำคัญ โดยเห็นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับความร่วมมือทวิภาคี ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ขณะที่ฝ่ายลิทัวเนียย้ำว่าการเยือนครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลลิทัวเนียที่จะขยายบทบาทในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและการทูตกับประเทศไทยและอาเซียน พร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนลิทัวเนียอย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยและลิทัวเนีย ยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับศักยภาพของทั้งสองประเทศ และควรร่วมกันผลักดันให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละฝ่าย โดยไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป ส่วนลิทัวเนียซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศบอลติกมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่และเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ขอรับการสนับสนุนจากลิทัวเนียในการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) รวมถึงสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ขณะที่ฝ่ายลิทัวเนียยืนยันการสนับสนุนทั้งสองประเด็น พร้อมแบ่งปันประสบการณ์จากการเข้าร่วม OECD และพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อไทย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือ ถึงการขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยลิทัวเนียนำเสนอศักยภาพด้านความมั่นคงไซเบอร์ Data Center โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เทคโนโลยีพลังงาน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งนายกรัฐมนตรีแสดงความสนใจที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านเทคโนโลยี การป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ เทคโนโลยีการแพทย์ การวิจัย และสาขา STEM เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

ฝ่ายลิทัวเนียยังได้เชิญชวนไทย เข้าร่วมการประชุมด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและนวัตกรรมระดับนานาชาติ ในปีหน้า พร้อมผลักดันการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานด้านนวัตกรรมของทั้งสองประเทศ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และระบบนิเวศสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งลิทัวเนียมีประสบการณ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

ในด้านอุตสาหกรรม ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานโลก อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการดึงดูดการลงทุน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ และเห็นว่าความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรปจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการยุโรป รวมถึงลิทัวเนีย เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา การวิจัย เทคโนโลยีอาหาร และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและนักวิจัย เพื่อพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมร่วมกัน รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ และสถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับลิทัวเนียอย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดันผลการหารือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน พร้อมเชื่อมั่นว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับความสัมพันธ์ไทย – ลิทัวเนีย และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของไทยในตลาดยุโรปและภูมิภาคบอลติกต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง