นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคามเปิด “มหกรรมส่งเสริมสุขภาพปลอดภัย ห่างไกลโรค NCDs ลดเค็ม เติมสุข” ภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนายพัฒนา กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง ยังคงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน เกิดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว จากข้อมูลปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 พบว่า เขตสุขภาพภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางมีผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงรวมกว่า 860,000 คน และในปี 2568 จังหวัดมหาสารคามมีอัตราผู้ป่วยโรคเบาหวาน ร้อยละ 10.04 สูงเป็นลำดับที่ 1 ของภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนกลาง และลำดับที่ 16 ของประเทศ มีอัตราผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง สูงเป็นลำดับที่ 3 ในภาคเดียวกัน และมีแนวโน้มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังเพิ่มขึ้นจนต้องขยายหน่วยไตเทียมทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 19 แห่ง สาเหตุหลักคือ พฤติกรรมการกินเค็ม โดยพบประชาชนนิยมรับประทานอาหารรสเค็มจัดถึงร้อยละ 57.37 ส่งผลให้ได้รับปริมาณโซเดียมสูงถึง 2,358 มิลลิกรัมต่อวัน เกินกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด
จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ในปี 2568 พบว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) สาเหตุสำคัญเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคเกลือและโซเดียมมากเกินไป คนไทยมากกว่า 22 ล้านคน ป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ กรมอนามัย ยังได้รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2567-2568 พบว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอ้วน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 3 ใน 4 ของคนไทยทั้งหมดประมาณ 400,000 คนต่อปี โดยพบภาวะอ้วน ในวัย 15-34 ปี เพิ่มจาก 20% เป็นเกือบ 30% ความดันโลหิตสูง ในวัย 18-34 ปี เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า และเบาหวาน ในกลุ่มวัย 30-34 ปี เพิ่มขึ้นชัดเจน โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งจากการสำรวจการบริโภคเกลือแกงในประเทศไทย พ.ศ. 2552 พบว่า คนไทยได้รับโซเดียมจากการรับประทานอาหารมากถึง 4,352 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน จะเห็นได้ว่าคนไทยบริโภคเกลือเกินกว่า 2 เท่า จากที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่าไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกลือ 1 ช้อนชา ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไปเป็นสาเหตุให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง หากไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมระดับความดันโลหิตได้จะนำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุของความพิการและเสียชีวิต เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และภาวะหัวใจวาย
ปัจจุบันเกลือที่ใช้ในการปรุงอาหาร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. เกลือเค็ม คือ เกลือทั่วไปที่มีรสเค็ม เช่น เกลือสมุทร หรือเกลือสินเธาว์ 2. เกลือหวาน คือ ผงชูรส และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ ที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ3. เกลือจืด คือ ผงฟูที่ใช้ทำขนมปัง และสารกันบูดเพื่อยืดอายุของอาหาร เกลือเหล่านี้มี “โซเดียม” ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญในการควบคุมความสมดุลของเหลวในร่างกาย การบริโภคเกลือลดลงจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ช่วยลดระดับความดันโลหิต และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ลดความรุนแรงของโรคไต และเบาหวาน ซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น สำหรับอาหารที่มีโซเดียมสูง ได้แก่
– อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารตากแห้ง อาหารหมักดอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป เป็นต้น
– อาหารกระป๋องและอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็งหรือแช่เย็น
– อาหารที่เติมเกลือหรือใช้เครื่องปรุงรส เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงชูรส ซุปก้อน เป็นต้น
– อาหารที่ใส่ผงฟู เช่น เค้ก เบเกอรี่ ขนมปัง เป็นต้น
อาหารเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคแต่น้อยและควรเลือกกินอาหารที่มีโซเดียมต่ำ ได้แก่ อาหารธรรมชาติ เช่น ผักและผลไม้สด ถั่ว ธัญพืช เนื้อสด เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว โดยกลุ่มผักและผลไม้สดมีโซเดียมน้อยกว่ากลุ่มเนื้อสัตว์และอาหารที่ไม่ปรุงรสเพิ่มหรืออาหารรสธรรมชาติ การลดบริโภคเกลือและโซเดียมไม่ได้หมายความว่ารสชาติอาหารจะจืดชืดแต่เป็นการเลือกวิธีปรุงอาหารให้เค็มน้อยลง แต่ยังคงมีรสชาติความอร่อยและดีต่อสุขภาพ การลดความเค็มทีละน้อยในแต่ละมื้อจะช่วยให้กินเค็มน้อยลงจนกลายเป็นนิสัยใหม่ที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว
วิธีลดการบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อสุขภาพที่ดี ทำได้โดยลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง หันมาปรุงอาหารกินเอง และเลือกใช้ส่วนผสมของสมุนไพรและเครื่องเทศปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติอาหาร ชิมก่อนปรุง เลี่ยงการปรุงเพิ่ม เลี่ยงการใช้น้ำจิ้มหรือน้ำราด เลี่ยงอาหารรสจัด และควรอ่านฉลากโภชนาการ เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง ดังนั้น ประชาชนควรเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมไม่รับประทานมากเกินความจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเป็นการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ดีในระยะยาว
การป้องกันโรคคือ การลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง ลดปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีในทุกช่วงวัย ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรค ลดภาระของครอบครัว ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และส่งผลให้ประเทศมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในระยะยาว
นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวย้ำว่า การจัดมหกรรมครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งสร้างสังคมไทยสุขภาพดี เริ่มต้นจากการป้องกันก่อนการรักษา โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนขับเคลื่อนกิจกรรม Health Station “ลดเค็ม ลดโรค NCDs โมเดล” ในทุกอำเภอ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้จะสามารถช่วยยืดระยะเวลาการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ถึง ร้อยละ 50 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ และการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ จะทำให้ห่างไกลจากโรค NCDs ได้อย่างยั่งยืน








