กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับภาคีเครือข่ายนักวิจัยทางพฤกษศาสตร์ ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในวงศ์ชาฤาษี (Gesneriaceae) สกุลดอกกระดิ่ง (Didymocarpus) จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ “กระดิ่งขาวขุนพะวอ” (Didymocarpus niveus Nangngam, Vidthay., Wongsa & Suddee) และ “ม่วงศรีอนุสาร” (Didymocarpus vilaiwaniae Nangngam, Moungmaith. & Chamch.) จากพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก
การค้นพบครั้งนี้เป็นผลจากการต่อยอดการสำรวจพรรณไม้ของ ดร.วรดลต์ แจ่มจำรูญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอนุกรมวิธานพืชและคณะ ที่เคยเก็บตัวอย่างอ้างอิงไว้ ณ หอพรรณไม้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 และ พ.ศ. 2567 ต่อมา ดร.ปราณี นางงาม จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้รับผิดชอบการศึกษาพืชสกุลดอกกระดิ่งภายใต้โครงการพรรณพฤกษชาติประเทศไทย (Flora of Thailand) ได้ทำการศึกษาตัวอย่างอ้างอิงและประสานความร่วมมือกับ นายสัมฤทธิ์ ม่วงไหมทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ เพื่อลงพื้นที่ติดตามเก็บตัวอย่างที่สมบูรณ์เพิ่มเติม โดยได้รับความร่วมมือในการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจาก ดร.เดวิด มิดเดิลตั้น ผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ชาฤาษีจากสวนพฤกษศาสตร์เอดินบะระ และ ดร.สมราน สุดดี ที่ปรึกษาด้านพฤกษศาสตร์และความหลากหลายทางชีวภาพ กองวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช
สำหรับการค้นพบสำคัญดังกล่าว ได้รับการตีพิมพ์ประกาศอย่างเป็นทางการในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Thai Forest Bulletin (Botany) ฉบับที่ 54(2) หน้าที่ 128–149 ประจำปี ค.ศ. 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทความวิชาการเรื่องการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุล Didymocarpus รวม 10 ชนิดในประเทศไทย ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีรายงานการพบพืชในสกุลนี้เพิ่มขึ้นเป็น 35 ชนิด สะท้อนถึงความหลากหลายทางชีวภาพอันทรงคุณค่าของผืนป่าไทย โดยพืชทั้งสองชนิดมีลักษณะทางอนุกรมวิธานพืชและคุณลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ ดังนี้
กระดิ่งขาวขุนพะวอ (Didymocarpus niveus) มีชื่อระบุชนิด “niveus” ที่สื่อถึงลักษณะดอกสีขาวบริสุทธิ์คล้ายหิมะ จัดเป็นไม้ล้มลุกปีเดียวหรือหลายปีที่เจริญเติบโตบนดินหรือบนหิน สูงได้ถึง 25 เซนติเมตร และมีระยะพักตัวในช่วงฤดูแล้ง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับฉากแบบมีขนาดไม่เท่ากัน (anisophyllous) มีขนหลายเซลล์ชนิดไม่มีต่อมปกคลุมหนาแน่น ช่อดอกออกตามซอกใบแบบช่อกระจุก (cyme) ดอกมีลักษณะเป็นหลอดรูปกรวยยาวประมาณ 3.5 เซนติเมตร สีขาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ส่วนโคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดรูประฆังสีขาวครีม ผลเป็นแบบผลแห้งแตก (capsule) ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร โดยมีตัวอย่างต้นแบบ “Chamchumroon VC5975” ถูกเก็บรักษาไว้ ณ หอพรรณไม้
ม่วงศรีอนุสาร (Didymocarpus vilaiwaniae) ตั้งชื่อระบุชนิด “vilaiwaniae” เพื่อเป็นเกียรติแก่ รองศาสตราจารย์ ดร.วิไลวรรณ อนุสารสุนทร อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พืชชนิดนี้เป็นไม้ล้มลุกเจริญเติบโตบนดิน โดยในฤดูฝนจะมีลำต้นสูง 2–5 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับฉากกระจุกแน่นบริเวณปลายยอด แผ่นใบด้านบนมีขนสีเงิน ขณะที่ด้านล่างมีต่อมสีน้ำตาลแบบ 4 เซลล์ปกคลุมหนาแน่น ช่อดอกเป็นช่อกระจุกเดี่ยว (monochasial cymes) ก้านช่อดอกมีสีแดงถึงแดงคล้ำ ดอกมีรูปแจกัน (salverform) ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร สีม่วงสดใส กลีบเลี้ยง 5 แฉกแยกอิสระถึงโคนสีม่วง โดยมีตัวอย่างต้นแบบ “Chamchumroon, Puff & Wongngoen 4968” เก็บรักษาไว้ ณ หอพรรณไม้ เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ พืชชนิดใหม่ทั้งสองชนิดถูกประเมินสถานภาพการอนุรักษ์เบื้องต้นตามเกณฑ์ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ให้อยู่ในสถานะ ข้อมูลไม่เพียงพอ (Data Deficient – DD) เนื่องจากยังจำเป็นต้องมีการสำรวจประชากรและการกระจายพันธุ์เพิ่มเติมในธรรมชาติ การค้นพบครั้งนี้นอกจากจะเติมเต็มองค์ความรู้ทางพฤกษศาสตร์ของโลกแล้ว ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในเขตอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ ซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์และวิจัยต่อยอดอย่างยั่งยืนต่อไป








