ครม.อนุมัติงบกลาง 558 ล้านบาท เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 2569 กว่า  60,971 ครัวเรือน ส่วนผู้เสียชีวิตได้รับรายละ  2 ล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติงบกลาง กรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569 งบกลาง  รายจ่ายเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน  558,739,000 ล้านบาท  เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพเบื้องต้น และค่าปลงศพ เป็นกรณีพิเศษ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ และที่ ครม. มีมติเพิ่มเติม 

กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำ ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท

กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ( รวมจำนวน 60,971 ครัวเรือน)

กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มและอุทกภัยโดยตรง เช่น การจมน้ำ ถูกกระแสน้ำทำให้เสียชีวิต ช่วยเหลือในอัตรารายละ 2,000,000 บาท โดยที่จังหวัดน่าน มีผู้เสียชีวิตจำนวน 5 ราย

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เห็นชอบหลักการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย แต่เนื่องจากการจัดตั้งกองทุนต้องใช้เวลาและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ จึงมีข้อสั่งการให้ ปภ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือสำนักงาน คปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำระบบประกันภัยมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเร่งสรุปหลักการ รูปแบบและแนวทางดำเนินการ เสนอ ครม. พิจารณาในสัปดาห์หน้า ในการประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดสงขลา

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมีความห่วงใยประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่อาศัย รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรและสิ่งสาธารณประโยชน์จำนวนมาก จึงได้สั่งการในที่ประชุม ครม. กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ไม่ให้การยื่นเอกสาร หรือ หลักฐานสร้างภาระเกินความจำเป็น ข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว ให้หน่วยงานประสานและตรวจสอบกันเอง ไม่ควรให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ต้องเดินทางไปขอเอกสารจากหลายหน่วยงานเพื่อยืนยันความเสียหายซ้ำอีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง