นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพเชิงป้องกันให้เข้าถึงประชาชนได้สะดวกและใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับกรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เตรียมพัฒนา “NCI Wellness & Cancer Prevention Center @MRT” บริเวณสถานี รฟม. ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม บนถนนพระราม 9 ให้เป็นศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ ประเมินความเสี่ยง และคัดกรองโรคมะเร็งเชิงรุก ตั้งเป้ารองรับประชาชนประมาณ 60,000 รายต่อปี
โครงการดังกล่าวได้ลงนามสัญญาอนุญาตให้เช่าพื้นที่ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยนำอาคารอเนกประสงค์ขนาด 1,357.78 ตารางเมตร และพื้นที่โดยรอบอีก 682 ตารางเมตร รวมพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร มาพัฒนาเป็นศูนย์บริการสุขภาพ ทั้งนี้ ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่ ยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า จุดสำคัญของโครงการคือแนวคิด “Health Station” หรือการนำบริการสุขภาพเชิงป้องกันมาอยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชน จากเดิมที่ประชาชนต้องเดินทางไปยังสถานพยาบาลเพื่อเข้ารับการประเมินหรือคัดกรอง โดยเฉพาะประชาชนวัยทำงานและคนเมืองที่อาจมีข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทาง แนวทางนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการประเมินความเสี่ยงและค้นหาความผิดปกติได้เร็วขึ้น
นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มสถานที่ให้บริการทางการแพทย์ แต่เป็นการนำบริการป้องกันโรคเข้าไปใกล้กับเส้นทางชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่การประเมินความเสี่ยงและการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญ โครงการนี้จึงเป็นอีกแนวทางในการเชื่อมระบบคมนาคมสาธารณะเข้ากับระบบสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น
สำหรับบริการที่วางแผนไว้ จะครอบคลุมการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ การประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การตรวจคัดกรองตามระดับความเสี่ยง การให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคและวัคซีน ตลอดจนบริการผู้ป่วยนอกและระบบส่งต่อกรณีพบความเสี่ยงที่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม โดยมีแผนนำเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องเอกซเรย์เต้านมระบบดิจิทัลที่มี AI สนับสนุน เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan อัลตราซาวนด์ และห้องปฏิบัติการ มาใช้สนับสนุนการให้บริการ ทั้งนี้ รายละเอียดบริการและรายการตรวจจริงจะต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวยังเป็นการนำทรัพย์สินของรัฐมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น โดยต่อยอดจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการให้ รฟม. สามารถนำอสังหาริมทรัพย์จำนวน 56 แห่งไปให้เช่าหรือให้สิทธิได้ ทำให้พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับระบบรถไฟฟ้าสามารถนำมาพัฒนากิจกรรมที่สร้างทั้งประโยชน์สาธารณะและมูลค่าเพิ่มแก่ทรัพย์สินของรัฐ
จากพื้นที่ที่เดิมทำหน้าที่สนับสนุนระบบการเดินทาง วันนี้สามารถต่อยอดเป็นพื้นที่บริการประชาชนได้มากขึ้น หากต้นแบบ Health Station สามารถทำให้คนวัยทำงานหรือประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านเวลาเข้าถึงการคัดกรองได้ง่ายขึ้น ก็จะเป็นอีกก้าวของการปรับบริการภาครัฐให้เข้าไปอยู่ใกล้ประชาชนมากกว่าเดิม








